แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เริ่มต้นเรียนรู้วิธีการเขียนแผนธุรกิจสำหรับ SMEs แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เริ่มต้นเรียนรู้วิธีการเขียนแผนธุรกิจสำหรับ SMEs แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ซาลาเปาทับหลี

ซาลาเปาทับหลี

ความเป็นมา

กว่าจะมาเป็นซาลาเปาทับหลี คงมีน้อยคนนักที่ผันตัวเองจากอาชีพ นักออกแบบตบแต่ง มาเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจอาหารที่มี ชื่อว่า..ซาลาเปาทับหลี คุณเมวี ศรลัมภ์ อยู่ในสายงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะมาตลอด นับตั้งแต่จบการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทว่า การทำงานในฐานะ "ลูกจ้าง" บางครั้งก็ประสบปัญหาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เข้ากับผู้ร่วมงานอยู่ไม่น้อย เช่นเดียวกับคุณเมวี ความยากลำบากในการปรับตัว ทำให้คุณเมวีหันมาเปิดกิจการส่วนตัว ถือเป็นปฐมบทของการเป็นนายจ้างแทน แต่ในระยะแรกของการดำเนินกิจการ ซึ่งตรงกับช่วงวิกฤตการณ์ปี 2540 พอดีนั้น ทำให้กิจการของเขาก็ต้องปิดฉากลงพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างที่สุด

กระทั่งปี 2541 คุณเมวีและภรรยา ซึ่งเป็นชาวทับหลี จังหวัดระนอง ได้เกิดแนวคิดที่จะทำซาลาเปาขาย ในช่วงต้น ได้นำซาลาเปาที่ผลิตขึ้นเองตามสูตรของชาวทับหลี ฝากขายตามร้านอาหารทั่วไป โดยแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับทางร้าน ลูกละ 6 สลึง แต่ในระยะแรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีความผิดพลาดจากการผลิตเกิดขึ้นมาก เช่น ซาลาเปาเสียบ้าง แข็งไปบ้าง เมื่อไปฝากขายร้านค้าต่างๆ ก็ไม่ค่อยสนใจ

แต่คุณเมวีไม่เคยท้อแท้ ซ้ำยังมีแนวความคิดว่า ซาลาเปาเป็นอาหารที่มีราคาถูก ทานง่าย เป็นที่นิยมของผู้บริโภค และยังมีช่องว่างทางการตลาดอีกมาก หากมีกระบวนการผลิตที่ดี และสามารถสร้างจุดขายให้แก่สินค้าของตนเองได้แล้ว เขาไม่เชื่อว่าธุรกิจของเขาจะไม่ประสบความสำเร็จ ในที่สุด เขาได้เริ่มสร้างตรายี่ห้อหรือตราสินค้าให้กับซาลาเปาของเขาภายใต้ชื่อ "ทับหลี" โดยทำการผลิตด้วยมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากตัวสินค้าประเภทนี้ เป็นสินค้าที่ขายด้วยตัวของมันเอง การคงคุณภาพสินค้า จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะหากผู้บริโภคผิดหวังตั้งแต่เริ่มแรกที่รับประทานแล้ว โอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อสินค้าอีกครั้งคงเป็นไปได้ยาก คุณเมวีจึงกำหนดให้มีแหล่งผลิตเพียงแหล่งเดียว แล้วค่อยกระจายสินค้าไปยังสาขาหรือจุดขายต่างๆ

สำหรับจุดขายหรือจุดวางจำหน่าย นอกจากการสร้างสาขาเองแล้ว ซาลาเปาทับหลี ยังเป็นที่สนใจของบุคคลภายนอกที่ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยผู้ที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่าย ไม่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่วางเงินมัดจำค่าสิ่งของจำเป็นบางอย่าง เช่น ธงราว และป้ายสินค้า เป็นต้น ส่วนเรื่องมาตรฐานอื่นๆ ผู้ผลิตซาลาเปาทับหลี เป็นผู้กำหนดและจัดการ เช่น มาตรฐานด้านความสะอาดของร้านต้องเป็นอย่างไร สินค้าที่จำหน่ายไม่หมดก็ต้องมีมาตรการในการควบคุม และตรวจสอบสินค้าคงเหลือโดยตลอด เป็นต้น

ในกรณีที่ผู้รับซาลาเปาทับหลีไปจำหน่าย อาจเป็นกังวลว่าจะมีร้านค้าอื่นๆ ในละแวกเดียวกันรับไปจำหน่ายด้วยนั้น ไม่ต้องวิตกใดๆ เนื่องจากคุณเมวี ได้วางหลักการเกี่ยวกับทำเลการขายไว้ว่า สินค้าของเขาต้องไม่วางอยู่ในจุดขายที่ใกล้กัน เพราะนั่นอาจเป็นการแย่งลูกค้ากันเอง นอกจากนี้ ยังพยายามขจัดความสับสนในกรณีที่ลูกค้าอาจเข้าใจผิดระหว่างตราสินค้าของ ทับหลี กับ ตราสินค้าอื่นๆที่พยายามเลียนแบบ โดยใช้ "ป้ายชื่อตัวอักษรสีขาว บนพื้นสีแดง พร้อมข้อความว่า 'ของแท้เมืองนอง' พร้อมป้ายบอกรางวัลที่ 1"

การปฏิบัติที่ดี

ซาลาเปา…สินค้าที่ตลาดยังต้องการ

มีใครบ้างที่คิดว่า ซาลาเปา จะมีตราสินค้า หรือเพียงแค่เอ่ยประโยคว่า "จะผลิตซาลาเปาขาย"ใครหลายคน ก็อาจคิดว่าจะประสบความสำเร็จได้หรือ? ในเมื่อสินค้าในลักษณะเดียวกันมีวางขายออกทั่วไป เกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ในวันนี้มีบทพิสูจน์แล้วจากคุณเมวี ที่ว่า ซาลาเปาทับหลี ในปัจจุบัน (พฤษภาคม 2546) มีสาขาของบริษัทฯ รวม 5 สาขา (บุคคลภายนอก 6 สาขา) และยังมีแนวโน้มที่ผู้สนใจรายอื่นๆ จะขอใช้ตราสินค้าและ นำสินค้าตรา "ทับหลี" ไปวางจำหน่าย เป็นจำนวนมาก

ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกิดจากการมีหลักปฏิบัติที่ดีของคุณเมวี ซึ่งก็คือ การควบคุมการผลิตให้คงคุณภาพที่ดี เนื่องจาก จุดด้อยของสินค้าชนิดนี้ คือ ขั้นตอนการผลิตหรือสูตร มีความละเอียด ต้องผลิตให้ได้ครบถ้วนตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง มิฉะนั้นสินค้าหรือซาลาเปาที่ผลิตได้ในแต่ละช่วงเวลา อาจมีรสชาติผิดเพี้ยนไป เช่น แป้งอาจจะแข็งไป เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ก็ต้องใช้หลักการควบคุมสินค้าคงคลังควบคู่กับการควบคุมการผลิต เพื่อมิให้เกิดของเสียในปริมาณมาก ซึ่งกระทบต่อต้นทุนของผู้ผลิตและผู้รับไปจำหน่าย

หลักปฏิบัติที่ดีในการควบคุมการผลิต เมื่อนำมาผสมผสานกับการทำตลาด ซึ่งหมายถึง การสร้างแรงจูงใจในการรับสินค้าไปจำหน่าย โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมใดๆ เพียงแค่วางมัดจำในอุปกรณ์บางชนิด และดำเนินการตบแต่งร้านค้าให้โดยไม่คิดมูลค่า นับเป็นแรงดึงดูดอีกทางหนึ่งในการสร้างจุดขาย ผลก็คือ สาขาที่เพิ่มขึ้น และความต้องการรับสินค้าไปขายที่มีมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ปัจจัยความสำเร็จ

สินค้าอุปโภคบริโภคธรรมดาๆ แต่สามารถสร้างความแตกต่างขึ้นมาได้


หากในวันนั้น คุณเมวีท้อแท้ นับตั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเปิดกิจการส่วนตัวแล้ว ในวันนี้ก็คงไม่มีซาลาเปา "ทับหลี" ในท้องตลาด อะไรเป็นปัจจัยที่ชี้ชัดถึงความสำเร็จในวันนี้? ปัจจัยที่ว่า ก็คือ ความไม่ย่อท้อ ทุกๆ คน ย่อมมีโอกาสในความสำเร็จและความล้มเหลวได้พอๆ กัน ต่างกันที่จะเลือกทำหรือไม่ทำ เมื่อเลือกทำแล้ว ก็ต้องยอมรับในผลของการกระทำ หากล้มเหลวลง ไม่ควรย่อท้อ ลุกขึ้นสู้แล้วเดินหน้าต่อไป นั่นคือ ประสบการณ์ที่คุณเมวีได้ผ่านมา นอกจากนี้แล้ว ไม่ว่าจะค้าขายสินค้าใด ควรมองหาโอกาสหรือช่องทางการตลาด ดังเช่น "ซาลาเปา" ยังมีช่องทางการตลาด และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอยู่ เมื่อประเมินได้ดังนี้แล้ว หากสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นระหว่างซาลาเปาที่มากับรถเข็นกับซาลาเปาที่มีตราสินค้า ทำให้สินค้าดูดีมีระดับขึ้นมา ความสำเร็จก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม ...อ่านภายในเอกสารต่อคะ

Keyword ซาลาเปาทับหลี ซาลาเปา ขนม


   ดาวน์โหลด : ตัวอย่างกรณีศึกษา ซาลาเปาทับหลี

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การใช้คอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจ SMEs


เรียบเรียงโดย ณตชา โตศุกลวรรณ์



การใช้คอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจ SMEs

สรุปประเด็น


  • ประโยชน์ของการใช้อินเตอร์เน็ต
    1. สนับสนุนการทำงานของพนักงานและฝ่ายขาย
    2. การสื่อสารที่ต้นทุนต่ำ การเกิดขึ้นของจดหมายอิเล็คทรอนิคส์ (e-mail) ทำให้สามารถ ใช้อินเตอร์เนตในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างไร้พรมแอนด้วย
    3. คุณภาพนำไปสู่การพัฒนา ความสามารถในการติดต่อสื่อสารโดยไร้พรมแดนนี้ทำให้ธุรกิจในประเทศสามารถขายสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ ได้ทั่วโลกโดยไม่จำกัดขอบเขตเฉพาะการขายภายในประเทศเท่านั้น
    4. การพัฒนารูปแบบใหม่ของการแข่งขันที่มีอยู่ตลอดเวลา อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางทางการค้าที่ทันสมัย ซึ่งทำให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้โดยการสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า หนทางหนึ่งที่อินเตอร์เน็ตสามารถช่วยผู้ค้ารายย่อย ก็คือ ผู้ค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็คทรอนิคส์ และระบบเครือข่ายที่มีต้นทุนสูงได้โดยตรงอย่างที่ไม่สามารถ กระทำได้ในอดีต



  • สำหรับ SME ที่ยังไม่พร้อมที่จะทำ E-commerce แบบเต็มรูปแบบ ก็สามารถที่จะใช้เวปเพจ ทางอินเตอร์เน็ต เป็นช่องทางในการแสดงสินค้า และเป็นช่องทางให้ผู้ที่สนใจ ได้ติดต่อกลับมา เพื่อเจรจากันภายหลังก็ได้ มีหลายกลุ่มหลายบริษัทที่รับออกแบบเวปเพจ ให้คำปรึกษาทางด้านการทำE-commerce และ ระบบการตลาดทางอินเตอร์เน็ต โดยแต่ละที่ก็มีราคาค่าใช้จ่ายต่างกันไป ตั้งแต่ระดับ หลักร้อยบาท จนถึงระดับ หลักหมื่น หลักแสน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของระบบที่ต้องการ เราสามารถให้ผู้ที่เคยใช้อินเตอร์เน็ต ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้ที่รับออกแบบเวปเพจได้ ซึ่งจะพบเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

    อินเตอร์เน็ต (INTERNET) คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ย่อย (SUBNET) หลายเครือข่ายทั่วทุกมุมโลกเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้ใช้ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเครือข่ายนานาชาติ (INTER NETWORKING) เพื่อประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารข้อมูล โดยอาศัยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง โดยที่ผู้ใช้สามารถติดต่อไปยังคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือเครื่องบริการหรือเซิร์ฟเวอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่เก็บและให้บริการข้อมูลต่างๆ การส่งข้อมูลผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตสามารถส่งข้อมูลได้ครั้งละมากๆในเวลาเดียวกันโดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อส่งหรือขอข้อมูลด้วยตัวเอง และยังสามารถสืบค้นข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในที่ต่างๆทั่วโลกด้วยตนเองโดยเครือข่ายของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันเชื่อต่อด้วยสายส่งข้อมูลทุกรูปแบบ ตั้งแต่สายทองแดง สายเคเบิ้ล เส้นใยแก้วนำแสง ไมโครเวฟ จนไปถึงวงจรสื่อสารดาวเทียม มีความเร็วในการส่งข้อมูลจาก 64000 บิตต่อวินาที (BPS) หรือเรียกสั้นๆว่า 64 KBPS หรือ 64K จนไปถึง 2 ล้านบิตต่อวินาที (MBPS) หรืออาจมากกว่านั้น

    รู้จักกับ WWW (WORLD WIDE WEB) บริการ WWW นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อินเตอร์เน็ตโด่งดังไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถใช้งานได้ง่าย มีข้อความ ภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ทำให้สวยงามและน่าสนใจและเรียนรู้การใช้งานได้ง่ายแม้แต่กับผู้ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อน จุดเด่นของ WWW คือการมีการบรรจุเนื้อหาสาระลงไปในเอกสาร ที่เรียกว่า “เวบเพจ” (WEBPAGE) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังเอกสารอื่นๆได้ผ่านทางข้อความหรือภาพ ทำให้ผู้ที่อ่านเว็บเพจสามารถเปิดเว็บอื่นๆที่เกี่ยวข้องกันขึ้นมาชมได้อย่างง่ายดาย การที่เว็บสามารถเชื่อมโยงกันได้ ทำให้โครงสร้างของการเชื่อมโยงเว็บเพจในอินเตอร์เน็ตเหมือนกับใยแมงมุมที่เชื่อต่อกัน การเชื่อมแบบนี้จึงถูกเรียกว่า WORLD WIDE WEB หรือเครือข่ายใยแมงมุมทั่วโลก นั่นเอง

    เว็บเพจได้ถูกรวบรวมไว้ในคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์เหล่านี้กระจายอยู่ทั่วโลก เราเรียกคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ว่า เวบเซอร์ฟเวอร์ (WEB SERVER)เมื่อเราต้องการชมเว็บใด เราก็จะสามารถเข้าไปดูเนื้อหาต่างๆที่ผู้จัดทำได้เตรียมไว้ให้เราชม

    ความสำคัญของอินเตอร์เน็ต
    ความสำคัญของอินเตอร์เน็ตที่เราคุ้นเคยแบ่งได้ 9 กลุ่มดังนี้
    1. หาความรู้ ความบันเทิง ข่าวสาร และสิ่งที่สนใจ เหมือนกับการอ่านหนังสือ นิตยสารและหนังสือพิมพ์ซึ่งมีมากมายกว่าร้านหนังสือหรือห้องสมุดใดๆในโลก และที่สำคัญ ข้อมูลเหล่านี้มักเป็นของฟรีด้วย
    2. ส่งและรับจดหมายอิเลคทรอนิคส์ (ELECTRONICS MAIL:EMAIL) ซึ่งเป็นจดหมายที่ สามารถส่งหาผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนอื่นได้อย่างรวดเร็ว ข้ามโลกในเวลาไม่กี่วินาที
    3. แลกเปลี่ยนไฟล์ (FILE TRANSFER PROTOCOL:FTP) ไม่ว่าจะเป็นไฟล์โปรแกรม ไฟล์ภาพ หรือเกม
    4. ซื้อและขายสินค้าที่ต้องการ (ELECTRONICS COMMERCE:E-COMMERCE) โดยผู้ขายสามารถจัดแสดงภาพสินค้าไว้ในอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ซื้อมาเลือกชมและสั่งสินค้าได้ทันที และผู้ขายยังสามารถรับชำระเงิน ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย
    5. พูดคุยพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ (CHAT และ NEWSGROUP) ทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ที่คุณสามารถหาได้ง่ายในอินเตอร์เน็ต
    6. ฟังวิทยุ และโทรทัศน์
    7. โทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งอาจมีภาพของคู่สนทนาด้วย
    8. ส่งการ์ดอวยพร และส่งข้อความให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและเพจเจอร์
    9. ค้นหาข้อมูล ซึ่งมีข้อมูลต่างๆมากมายในอินเตอร์เน็ต

    นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีบริการอื่นๆในอินเตอร์เน็ตอีกมากมาย จนแทบจะไม่สามารถบรรยายได้หมดนอกจากนี้บริการรูปแบบใหม่ๆ ยังได้ถูกคิดค้นและถูกสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอยู่ตลอดเวลา คุณจะสามารถพบกับบริการต่างๆ ได้ด้วยตนเองเมื่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ต

    ลักษณะการใช้งานของอินเตอร์เน็ต

    การจัดหาบริการอินเตอร์เน็ตมาใช้ นับว่าเป็นก้าวแรกของการเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ต โชคดีที่อินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การใช้งานอินเตอร์เน็ตในสถานศึกษาและบริษัท ผู้ที่โชคดีอยู่ในสถานศึกษาหรือองค์การที่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรี สามารถใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง หรือทำตามขั้นตอนขององค์กรนั้นตามที่กำหนดไว้ การใช้อินเตอร์เน็ตที่บ้าน จำเป็นต้องมีอุกรณ์และซอฟต์แวร์เองหลายประการ แต่ก่อนอื่นควรจะพิจารณาผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) เสียก่อนว่ารายใดดีที่สุด

    สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตจาก ISP ได้ 2 วิธีคือ
    1. ซื้อชุดทดลองใช้อินเตอร์เน็ตแบบจำกัดชั่วโมง หรือ
    2. สมัครเป็นสมาชิกรายเดือน

    การจัดเตรียมอุปกรณ์ (ฮาร์ดแวร์) ขั้นพื้นฐาน
    1. สายโทรศัพท์ 1 หมายเลข
    2. เครื่องคอมพิวเตอร์ และ โมเด็ม

    ประโยชน์ของการใช้อินเตอร์เน็ต คุณและบริษัทของคุณจะได้รับประโยชน์จากการใช้อินเตอร์เน็ตในฐานะโทรศัพท์ที่มีความซับซ้อมที่สุดในโลกได้อย่างไรนั้นมีตัวอย่างให้เห็นดังนี้
    1.สนับสนุนการทำงานของพนักงานและฝ่ายขาย เมื่อมีการใช้งานอย่างเหมาะสม อินเตอร์เน็ตสามารถช่วยในการกระจายการส่งเสริมการขาย และทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการขายลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถให้บริการกับตัวแทนจำหน่ายได้ดีขึ้น เช่นการเข้าถึงข้อมูลสินค้าคงเหลือ ราคา ข้อมูลการสั่งสินค้า ฯลฯ
    2. การสื่อสารที่ต้นทุนต่ำ การเกิดขึ้นของจดหมายอิเล็คทรอนิคส์ (e-mail) ทำให้สามารถ ใช้อินเตอร์เนตในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างไร้พรมแอนด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและเป็นทางเลือกที่มีโอกาสผิดพลาดน้อยกว่าการส่งจดหมายโดยตรง จดหมายอิเลคทรอนิคส์สามารถรองรับวัตถุประสงค์ในการติดต่อธุรกิจทั้งกับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ เนื่องจากสามารถยืนยันคำสั่งซื้อขายได้ทันทีและลูกค้าสามารถลงทะเบียนกับบริษัท เพื่อขอรับจดหมายอิเลคทรอนิคส์ สำหรับการแนะนำสินค้าที่มีอยู่และสินค้าใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมที่ได้หยุดใช้บริการไปแล้วให้กลับมาใช้สินค้าใหม่อีกครั้ง
    3. คุณภาพนำไปสู่การพัฒนา ความสามารถในการติดต่อสื่อสารโดยไร้พรมแดนนี้ทำให้ธุรกิจในประเทศสามารถขายสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ ได้ทั่วโลกโดยไม่จำกัดขอบเขตเฉพาะการขายภายในประเทศเท่านั้น ยังสามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าทั่วทุกมุมโลกได้โดยตรงและขายสินค้า ระหว่างธุรกิจที่อยู่ไกลกันออกไปได้ นอกจากนี้ธุรกิจที่ขายสินค้าพิเศษเฉพาะกลุ่มยังสามารถหาลูกค้าหรือผู้สนใจได้เพิ่มขึ้น
    4. การพัฒนารูปแบบใหม่ของการแข่งขันที่มีอยู่ตลอดเวลา อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางทางการค้าที่ทันสมัย ซึ่งทำให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้โดยการสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า หนทางหนึ่งที่อินเตอร์เน็ตสามารถช่วยผู้ค้ารายย่อย ก็คือ ผู้ค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็คทรอนิคส์ และระบบเครือข่ายที่มีต้นทุนสูงได้โดยตรงอย่างที่ไม่สามารถ กระทำได้ในอดีต

    การใช้อินเตอร์เน็ตในธุรกิจ SMEs

    ในยุคของอินเตอร์เน็ต ความเร็วกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดเป้าหมายสำคัญข้อแรกในกระบวนการวางแผนธุรกิจคือ แผนงานในการสร้างความเร็วให้ระบบ โดยแผนงานดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้จะต้องวางกรอบการทำงานเพื่อตอบสนองคำถามพื้นฐานต่อไปนี้
    1. คุณมีวิธีการที่จะนำสินค้าเข้าสู่ตลาดให้รวดเร็วได้อย่างไร?
    2. คู่แข่งของคุณมีวิธีการที่จะนำสินค้าของเขาเข้าสู่ตลาดให้รวดเร็วได้อย่างไร?
    3. คุณสามารถพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสินค้าที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วมากน้อยแค่ไหน?
    4. อินเตอร์เน็ตสามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของคุณได้รวดเร็วแค่ไหน?

    เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ควรใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เนตเพื่อเป็นช่องทางทางการตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจการส่งออก โดยที่จะต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภค สินค้าและการบริการ การทำธุรกิจบนเครือข่ายอินเตอร์เนตนั้นสามารถทำการค้าได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพราะหน้าร้านทางอินเตอร์เน็ต จะเปิดอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะที่เรานอนหลับในตอนกลางคืน การพัฒนาเวบไซด์ เพื่อขายสินค้าบนอินเตอร์เนตจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ลูกค้าหรือผู้ที่สนใจสินค้าเข้ามาดูรายละเอียดของสินค้าและราคาผ่านทางหน้าเวบไซด์ได้ รวมถึงสามารถสั่งซื้อสินค้าได้โดยผ่านระบบชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิต หรือโอนเงินผ่านทางธนาคาร ธนาณัติ ฯลฯก็ได้

    ในการพัฒนาเวบไซด์ร้านค้า (Storefront website) ที่ดีมีขั้นตอนดังนี้
    1. วางแผนเวบไซด์ (Site Planning)
    2. ศึกษาสินค้าจุดอ่อนจุดแข็งรวมทั้งคู่แข่งทางการตลาด
    3. ศึกษาระบบส่งสินค้าและระบบภาษี
    4. ศึกษาระบบ payment gateway ผ่านทางธนาคาร
    5. กำหนดเป้าหมายของเวบไซด์
    6. กำหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมายและวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค
    7. กำหนดโครงสร้างไฟล์และโฟลเดอร์ในเวบไซด์
    8. การออกแบบเวบเพจกำหนดรูปแบบ สีสัน และการจัดองค์ประกอบพื้นที่ภายในเวบเพจ
    9. การสร้างเวบเพจและอัพโหลดไฟล์
    10. การดูแล พัฒนาเวบไซด์และโปรโมตเวบไซด์

    สำหรับSME ที่ยังไม่พร้อมที่จะทำE-commerce แบบเต็มรูปแบบ ก็สามารถที่จะใช้เวปเพจ ทางอินเตอร์เน็ต เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ แสดงสินค้า และเป็นช่องทางให้ผู้ที่สนใจ ได้ติดต่อกลับมา เพื่อเจรจากันภายหลังก็ได้ มีหลายกลุ่มหลายบริษัทที่รับออกแบบเวปเพจ ให้คำปรึกษาทางด้านการทำE-commerce และ ระบบการตลาดทางอินเตอร์เน็ต โดยแต่ละที่ก็มีราคาค่าใช้จ่ายต่างกันไป ตั้งแต่ระดับ หลักร้อยบาท จนถึงระดับ หลักหมื่น หลักแสน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของระบบที่ต้องการ เราสามารถให้ผู้ที่เคยใช้อินเตอร์เน็ต ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้ที่รับออกแบบเวปเพจได้ ซึ่งจะพบเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

    เทคโนโลยีอินเตอร์เนตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นๆ การนำเทคโนโลยีอินเตอร์เนตมาใช้เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะสามารถเพิ่มช่องทางทางการตลาดให้กับธุรกิจเหล่านั้นได้ ทำให้มีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้นทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ โดยสามารถทำการติดต่อ สั่งซื้อสินค้าผ่านทางหน้าเวบไซด์ของร้านค้าได้เลย นอกจากนี้การพัฒนาของธุรกิจขนากกลางจะทำให้เศรษฐกิจระดับประเทศมีความมั่นคง มีเสถียรภาพมากขึ้น

    ความคิดรวบยอด

    ในการพัฒนาเวบไซด์ร้านค้า (Storefront website) ที่ดีมีขั้นตอนดังนี้
    1. วางแผนเวบไซด์ (Site Planning)
    2. ศึกษาสินค้าจุดอ่อนจุดแข็งรวมทั้งคู่แข่งทางการตลาด
    3. ศึกษาระบบส่งสินค้าและระบบภาษี
    4. ศึกษาระบบ payment gateway ผ่านทางธนาคาร
    5. กำหนดเป้าหมายของเวบไซด์
    6. กำหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมายและวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค
    7. กำหนดโครงสร้างไฟล์และโฟลเดอร์ในเวบไซด์
    8. การออกแบบเวบเพจกำหนดรูปแบบ สีสัน และการจัดองค์ประกอบพื้นที่ภายในเวบเพจ
    9. การสร้างเวบเพจและอัพโหลดไฟล์
    10. การดูแล พัฒนาเวบไซด์และโปรโมตเวบไซด์

    กรณีศึกษา

    บริษัท สมิทธ์แนเชอรัลจำกัด


    ประเภทของธุรกิจ ส่งออกเครื่องสำอาง บริษัทจัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยทำกิจการส่งออกเกี่ยวกับเครื่องสำอางและอาหารเสริม โดยผลิตภัณฑ์จะมีส่วนประกอบจากสารสกัดธรรมชาติ กลุ่มเป้าหมายจะเป็นลูกค้าจากต่างประเทศ 99 % บริษัทจะเน้นการขายส่ง (whole sale) โดยที่ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าภายใต้โลโก้สินค้าของลูกค้าเอง กลุ่มลูกค้าในปัจจุบันจะอยู่ในแถบโซนเอเซีย ตะวันออกกลางและอเมริกา ...อ่านภายในเอกสารต่อคะ 

  •   ดาวน์โหลด : การใช้คอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจ SMEs
  • ภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อการส่งออก


    เรียบเรียงโดย ณตชา โตศุกลวรรณ์


    ภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อการส่งออก

    ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการเติบโตและพัฒนา โดยเฉพาะในช่วงปีหลังๆมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านธุรกิจโดยเฉพาะการส่งออก นอกจากเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย การตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานแล้ว ภาษาอังกฤษจัดได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการติดต่อกับลูกค้าชาวต่างชาติ และมีความสำคัญในการติดต่อสื่อสารโต้ตอบเมื่อชาวต่างประเทศสนใจในสินค้าของประเทศไทยหรือติดต่อกับผู้ประกอบการคนไทย

    ดังนั้นเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการทำการค้าส่งออกผู้ประกอบการจึงควรเล็งเห็นถึงความสำคัญและเรียนรู้ภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับการสื่อสารและการทำธุรกิจกับชาวต่างชาติเพื่อการส่งออก

    การทักทายและการตอบรับ/ปฏิเสธแบบสั้นๆ

    การทักทาย (Greetings) สำนวนที่เรามักจะเห็นกันมากในการพบปะสนทนาทักทายก็จะมีดังต่อไปนี้
    1. Good morning/ afternoon/ evening/ night
    2. Hello/ Hi ใช้ทักทายในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ
    3. Good bye/ See you again/ So long / See you / Bye ใช้เมื่อลาจากกัน
    4. How do you do? ใช้เมื่อเจอกันครั้งแรกต้องตอบว่า How do you do.
    5. How are you/ have you been?/ are you doing?/ are things?/ is it going?

    เป็นการถามทุกข์สุข วิธีตอบก็เช่น Fine (Thank you/ Thanks)/ Very well/ Good/ All right/ So-so/ Okay/ Not bad
    นอกจากนี้ก็ยังมีคำอวยพรสั้น เช่น
    1. Have a nice trip. (ขอให้ได้รับความสนุกในการเดินทาง)
    2. Bon Voyage.(ภาษาฝรั่งเศส อ่าน "บง-โว-ยาจ" แปล ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ)
    3. Have a nice day/ weekend.(วันนี้/สุดสัปดาห์นี้ ขอให้ได้รับความสุขสนุกสนาน)
    4. Give my regard to your mother/father.(เรียนคุณแม่/คุณพ่อ ว่าผมกราบเคารพและระลึกถึง)
    5. Remember me to your parents. ( เรียนคุณพ่อคุณแม่ของคุณด้วยว่าผมกราบเคารพ ระลึกถึง)
    6. Take care.(ดูแลตัวเองด้วยนะ)

    คำตอบรับหรือปฏิเสธแบบสั้นๆ ปกติที่เรามักจะเห็นบ่อยมากคงหนีไม่พ้น Yes, No ใช่ไหม แต่เราพูดแบบอื่นได้อีก เช่น
    1. Certainly. (แน่นอน) ตรงข้ามกับ Certainly not. (ไม่......แน่นอน)
    2. Of course. (แน่ล่ะ) ตรงข้ามกับ Of course not. (ไม่.....แน่ล่ะ )
    3. I hope so. (หวังว่าคงเป็นเช่นนั้น) ตรงข้ามกับ I hope not. (หวังว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น)
    4. Perhaps so. (บางทีอาจเป็นเช่นนั้น) ตรงข้ามกับ Perhaps not. (บางทีอาจไม่เป็นเช่นนั้น)
    5. I think so. (ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ) ตรงข้ามกับ I don't think so. (ฉันไม่คิดว่าอย่างนั้น)
    6. By all means.(ได้แน่, ไม่มีปัญหา)
    7. That's right. (ถูกแล้ว )
    8. Not at all. (ไม่เป็นไรเลย)
    9. That's it. (อย่างงั้นสิ )
    10. Not yet. (ยังเลย )
    11. That's true. (จริงๆ )
    12. Very likely. (น่าจะเป็นเช่นนั้น )
    13. I see. (อ้อ! เข้าใจละ )

    การแนะนำตัว, การแนะนำผู้อื่น การแนะนำตัว ( Introductions )
    1. I'd like to introduce myself. (ฉันขอแนะนำตัวเอง)
    2. I'm / My name is ................. . (ฉันชื่อ…...)
    3. Hello / Hi, my name is ............... . (ชื่อของฉันคือ......)
    4. Call me ................. . (กรุณาเรียกฉันว่า…..)
    5. I'm ................ . (ฉันชื่อ…..)

    การแนะนำคนอื่น ( Introducing Others) 1. Let me introduce ( you to ) ................ . (ขอแนะนำให้รู้จักคุณ.......)
    2. I'd like to introduce ( you to ) ............... . (ขอแนะนำให้รู้จักคุณ.......)
    3. I'd like you to meet ................ . (ขอแนะนำให้พบกับคุณ.......)
    4. Meet ................ . (เชิญพบกับ........)
    5. This is ................. . (นี่คือคุณ......)
    เวลาตอบนั้น เราอาจตอบว่า Nice to meet you. Glad to meet you. (ยินดี/ดีใจที่ได้รู้จัก) หรือ How do you do. ก็ได้

    ประโยคที่ใช้กันบ่อยๆ ทาง E- mail

    ประโยคซักถามเกี่ยวกับสินค้า- การสั่งซื้อ เช่น
    1. How many you have available in each variety?(มีสินค้าอยู่เท่าไหร่ กี่ชิ้นในแต่ละรายการ)
    2. I intend to purchase some plants. Please send your availability list.(ฉันต้องการซื้อต้นไม้บางต้น กรุณาส่งรายการสินค้ามาให้ดูหน่อย)
    3. Kindly give me a catalogue for the mentioned address. (ช่วยส่งแคตตาล็อก มายังที่อยู่ดังกล่าวหน่อย)

    ขั้นการเสนอราคา 1. When can I expect the merchandise?(ฉันจะได้รับของเมื่อไหร่)
    2. Could you please let me know the price of this item?(สินค้าชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่)
    3. Please find attached list of items I would like to order.(กรุณาอ่านดูรายการตามที่ได้แนบมา ฉันต้องการสั่งซื้อ)
    4. I have visited your web site and seen your current price list. I would like to place an order with your company.(ฉันได้เข้าไปดูเวปไซต์และเห็นราคาสินค้าของคุณ ก็เลยอยากจะสั่งซื้อสินค้าจากทางคุณ)

    ขั้นการส่งของ 1. I have requested the flight on this coming Friday to Orlando.(ทางเราได้จองเที่ยวบินไปยัง Orlando ไว้แล้ว เที่ยวบินในวันศุกร์ที่จะถึงนี้)
    2. We have just received confirmation of your first order.(ทางเราเพิ่งได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อครั้งแรกจากคุณแล้ว)
    3. What medium of transportation will you use?(คุณจะใช้การขนส่งทางไหนดี)
    4. Please give me the status on this shipment.(ช่วยบอกด้วยว่าตอนนี้เรื่องการส่งสินค้าไปถึงไหนแล้ว)
    5. The shipment will arrive Airport destination at 15:00 hrs. on April 9, 2003.(สินค้าจะถึงสนามบินปลายทาง ในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2003 นี้ เวลา 15.00 น.)

    คำศัพท์ทางการส่งของ 1. F.O.B = Free on board ราคาสินค้าที่ไม่รวมค่าการขนส่งสินค้าหรือค่าประกันความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้า
    2. Import Permit = ใบอนุญาตนำเข้าสินค้า
    3. Air Fright charge = ค่าส่งสินค้าทางสายการบิน
    4. C & F = Cost and Freight = ราคาสินค้ารวมกับค่าส่งสินค้า
    5. CIF – cost, insurance, freight - ราคาสินค้ารวมค่าประกันและค่าระวางในการขนส่ง
    6. Ex works/ ex factory – ราคาโรงงาน
    7. ETA – expected time of arrival – วัน เวลา ที่คาดว่าสินค้าจะมาถึง
    8. ETD – expected time of delivery – วันเวลาที่คาดว่าจะส่งออกสินค้า
    9. B/L – bill of lading – ใบตราส่ง

    ประโยคทั่วไปที่ใช้กันเสมอ 1. I will keep you informed.(แล้วฉันจะคอยแจ้งให้คุณทราบ)
    2. I look forward to your reply.(ฉันรอคำตอบจากคุณอยู่)
    3. Sorry for your inconvenience.(ขอโทษสำหรับความไม่สะดวกของคุณ)
    4. I have been waiting for your contact for long time. I understand that you might be busy with your company.(ฉันรอการติดต่อกลับจากคุณมาเป็นเวลานาน ฉันเข้าใจดีว่าคุณอาจจะกำลังไม่ว่าง ยุ่งกับบริษัทของคุณ)
    5. Thank you for your quick reply.(ขอบคุณสำหรับการตอบกลับอย่างรวดเร็ว)
    4. Thanks for your patience.(ขอบคุณสำหรับความอดทนรอ)
    5. I am sure I will cooperate with you in the future.(ฉันมั่นใจว่า ฉันสามารถจะร่วมงานกันคุณได้ในภายหน้า)

    คำต่อว่า แสดงความผิดหวัง 1. I am dissatisfied with your shipment. (ฉันรู้สึกผิดหวังกับการจัดส่งของคุณ)

    การชำระเงิน 1. I request you to settle all the payments.(ฉันขอให้คุณชำระเงินทั้งหมด)
    2. Payment will be done in cash during my visit.(ฉันจะจ่ายเงินสดให้เรียบร้อยเมื่อผมไปที่นั่น)
    3. Do you accept credit card as a medium of payment?(คุณรับการชำระเงินด้วยเครดิตการ์ดหรือไม่)

    ประโยคลงท้ายก่อนจบการสนทนาในจดหมาย 1. I hope that we can continue to do business.(ฉันหวังว่า เราคงได้ทำธุรกิจร่วมกันต่อไปอีกนะ)
    2. Hope to hear from you soon.(ฉันหวังว่าคงจะได้รับข่าวคราวจากทางคุณ โดยเร็ววัน)
    3. I will be waiting for your further information. (ฉันจะรอข่าวคราว ข้อมูลเพิ่มจากคุณ)
    4. Thank you. (ขอบคุณ)

    ถ้าผู้ประกอบการติดต่อกับลูกค้า ควรเขียนอีเมล์หรือส่งแฟกซ์กลับไปแจ้งยืนยันกับลูกค้าต่างชาติอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าการสื่อสารถูกต้องและเข้าใจตรงกัน คำศัพท์ภาษาอังกฤษธุรกิจก็มีความสำคัญและอาจทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสับสนได้ ดังนั้นผู้ประกอบการควรเรียนรู้และทำความเข้าใจด้วย เช่น

    Quotation – ใบเสนอราคา
    Purchase of order – ใบสั่งซื้อ
    Extension of Credit – การขยายเวลาการชำระหนี้

    ผู้ประกอบการควรศึกษาถึงเอกสารที่จำเป็นต้องแนบไปเมื่อมีการส่งออกจากประเทศไทย หรือนำเข้าในประเทศอื่น เนื่องจากสินค้าบางประเภทจำเป็นที่จะต้องมีใบรับรองจากสำนักงานอาหารและยา เช่น เครื่องสำอางบางประเภท, ยา, และ สารสกัดจากพืช เป็นต้น คำศัพท์ของเอกสารรับรอง เช่น

    Certificate of Origin - ใบรับรองแหล่งผลิต
    Certificate of Free Sale - ใบรับรองอนุญาตให้ขายสินค้าภายในประเทศ
    Packaging List – ใบบรรทุกของ
    Import licence - ใบอนุญาตนำเข้า

    การใช้ภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝน หากผู้ประกอบการเรียนรู้และพยายามใช้ภาษาอังกฤษทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ก็จะสามารถพัฒนาและสามารถนำภาษาอังกฤษมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อการค้าและการส่งออกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กรณีศึกษา บริษัทจัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยทำกิจการส่งออกเกี่ยวกับเครื่องสำอางและอาหารเสริม โดยผลิตภัณฑ์จะมีส่วนประกอบจากสารสกัดธรรมชาติ กลุ่มเป้าหมายจะเป็นลูกค้าจากต่างประเทศ 99 % บริษัทจะเน้นการขายส่ง (whole sale) โดยที่ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าภายใต้โลโก้สินค้าของลูกค้าเอง กลุ่มลูกค้าในปัจจุบันจะอยู่ในแถบโซนเอเซีย ตะวันออกกลางและอเมริกา...อ่านภายในเอกสารต่อคะ

      ดาวน์โหลด : ภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อการส่งออก

    การสร้างตลาดของสินค้าและบริการให้ประสบความสำเร็จด้วยการสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมครบวงจร


    อาจารย์ชวลิต ทองรมย์



    การสร้างตลาดของสินค้าและบริการให้ประสบความสำเร็จด้วยการสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมครบวงจร

    “ตลาด” เป็นเรื่องที่นักธุรกิจ SME หลายท่านมีความคิดความเข้าใจว่าเป็นเรื่องยากไม่สามารถสร้างได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าไม่ทำความเข้าใจกับ “ตลาด” ที่เรากำลังมองหาอยู่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว การที่จะเอาชนะหรือการที่จะเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดนั้น ๆ รวมถึงการสร้าง “ตลาด” เป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินความคิดของพวกเราทุกคนและสามารถกระทำได้สำเร็จโดยง่าย

    การสร้าง “ตลาด” ในการทำธุรกิจ SME เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกท่านหวัง และมีความคาดฝันว่าจะเข้าใจและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ซึ่งการเข้าใจในตลาดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสำเร็จในธุรกิจของเรานั่นเอง การเข้าใจในธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปดำเนินการและให้บริการนั้น ผู้ประกอบการต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี และสามารถดำเนินตามแผนการที่วางไว้ และรวมถึงการปรับตัวตามสถานการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

    การสร้างตลาดด้วยการทำความเข้าใจในตลาดนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกท่านจะต้องดำเนินการเป็นสิ่งแรกๆในการที่จะนำสินค้าหรือบริการออกจำหน่ายหรือให้บริการ โดยการพัฒนาตลาดในปัจจุบัน ที่คุ้นเคยกัน ก็มีการสร้างส่วนผสมทางการตลาด โดยใช้หลักการวางกลยุทธ์ 4 P หรือ กลยุทธ์ด้านสินค้า (Product) กลยุทธ์ด้านราคา (Price) กลยุทธ์ด้านการจัดจำหน่ายหรือการจัดวางสินค้า (Place) และกลยุทธ์ด้านการทำส่งเสริมการขาย (Promotion) ซึ่งทั้งกลยุทธ์ที่กล่าวมาทั้งสี่นี้ เป็นกลยุทธ์ที่คุ้นเคยกันดีในการทำการตลาด

    แต่ในปัจจุบันนี้ การที่จะช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่ได้ผลนั้น ต้องมีการสร้างภาพลักษณ์(Image)ของสินค้าหรือบริการของบริษัทหรือองค์กรให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าด้วย เนื่องจากว่าจะสามารถทำให้ลูกค้าติดใจในสินค้าและบริการของบริษัทแล้วยังต้องมีการรับรู้และจดจำภาพลักษณ์ของบริษัทให้ได้ด้วย เพราะว่าจะเป็นการช่วยในการลดค่าใช้จ่ายในการออกสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ อีกในอนาคต โดยที่ไม่ต้องทุ่มเทงบประมาณในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ใหม่ให้มากนัก โดยเหตุผลที่ว่าถ้าลูกค้าได้จดจำภาพลักษณ์ของบริษัทไปแล้ว ไม่ว่าทางบริษัทจะออกสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ ลูกค้าก็สามารถรับรู้ และเชื่อมโยงความเข้าใจในสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้โดยง่ายและมีโอกาสในการซื้อสูง และสามารถสร้างตลาดได้โดยง่าย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างจากสินค้าดังๆ ในปัจจุบันเช่น แฟชั่นกระเป๋าจากหลุยส์วิตอง นั้น ไม่ว่าจะออกมากี่แบบ ราคาแพงเท่าไร ก็ยังมีผู้คนให้ความสนใจ และหาซื้อมาใช้อยู่เสมอ และมีค่านิยมว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี ออกแบบได้สวย ดูทันสมัย น่าซื้อหามาใช้อยู่เสมอ โดยที่บริษัทหลุยส์วิตอง ไม่จำเป็นต้องจัดทำการโปรโมทตัวสินค้ามากเท่าไรนัก หรือในทำนองเดียวกันผลิตภัณฑ์สินค้าของไทย คือ น้ำพริกเผาแม่ประนอม ลูกค้าที่หาซื้อก็นิยมในรสชาติของน้ำพริกที่อร่อย ถูกปากคนไทย และมีคุณภาพด้วย และเมื่อแม่ประนอมออกน้ำจิ้มรสเด็ดมาภายใต้ชื่อเดียวกันนั้น ลูกค้าที่นิยมซื้อน้ำพริกแม่ประนอมนี้ก็มีโอกาสเลือกซื้อน้ำจิ้มรสเด็ดจากแม่ประนอมนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการ จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างตลาดของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนได้

    จะเห็นได้ว่าการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการนั้นมีความสำคัญขั้นพื้นฐานของการทำธุรกิจ ซึ่งสามารถที่ทำขึ้นมาได้และก็สามารถลอกเลียนแบบได้ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าการสร้างภาพลักษณ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยกับการสร้างสินค้าและบริการ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จใคร ๆ ก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เหมือนกับสินค้าจากต่างประเทศที่พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างให้เป็นที่รู้จักและจดจำได้โดยลูกค้ามากกว่าตัวสินค้า เช่น อาหารที่สะดวกรวดเร็วก็ต้องคิดถึงร้านแม็คโดแนล รถยนต์ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จหรูหรา ก็ต้องคิดถึงเมซิเดสเบนซ์ นาฬิกาที่สวยงามทนทานมีราคาแพงก็ต้องคิดถึงโรเล็กซ์ โรงแรมที่มีการบริการดีที่สุดในโลกก็ต้องคิดถึงโอเรนเต็ล เป็นต้น ซึ่งธุรกิจที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้สำเร็จก็ต้องมีสินค้าและบริการที่ดีโดดเด่นเป็นพิเศษ อีกทั้งยังต้องได้รับการตอบสนองอย่างดีจากลูกค้า ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมากพอสมควร และยังต้องมีการวางแผนการทำงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบด้วย และถ้ามีใครจะทำเลียนแบบทีหลังก็จะถูกมองว่าเป็นสินค้าเลียนแบบ ไม่น่าใช้ หรือไม่ก็ไม่สามารถตั้งราคาที่สูงได้เพราะว่าเป็นสินค้าเลียนแบบไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของตัวสินค้าหรือบริการต่อเนื่องได้

    การสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการ ที่เป็นส่วนผลักดันให้การทำการตลาดง่ายและประความสำเร็จนั้น สามารถกระทำได้จากการทำงานที่มีระบบ และ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน หรือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่มุ่งเน้นไปในแนวทางเดียวกัน เช่น ธุรกิจเราจะเน้นว่า สินค้าที่มีคุณภาพสูง ก็ต้องสื่อความหมายที่จะแสดงถึงคุณภาพของสินค้าของออกไปในแนวทางเดียวกันในทุก ๆ สื่อที่ใช้ เป็นต้น ซึ่งทำให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้รับข้อความเป็นไปในแนวเดียวกันจากทุกทิศทุกทาง คือ สินค้าของเราเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง

    ซึ่งการสร้างภาพลักษณ์นี้สามารถจัดทำได้จากสิ่งดังต่อไปนี้

    1. ภาพลักษณ์ขององค์กร (Corporate Image)
    2. ภาพลักษณ์ของผู้บริหาร (Executive Image)
    3. ภาพลักษณ์ของพนักงานและตัวแทน (Staff & Agent Image)
    4. ภาพลักษณ์ของคู้ค้าพันธมิตรและสถานที่จัดจำหน่าย (Partner& Distribution Image)
    5. ภาพลักษณ์ของลูกค้า (Customer Image)
    6. ภาพลักษณ์ของตัวสินค้าหรือบริการ (Product & Service Image)
    7. ภาพลักษณ์ทางด้านราคา (Price Image)
    8. ภาพลักษณ์ทางด้านการส่งเสริมการขาย (Promotion Image)

    ภาพลักษณ์ขององค์กร (Corporate Image) คือการสร้างภาพในมุมมองที่ต้องการให้บุคคลภายนอกมองมาที่ธุรกิจว่าเป็นแบบใด เช่น เป็นองค์กรเพื่อพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือสังคม เป็นองค์กรเพื่อรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือ เป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ เป็นต้น ซึ่งการจัดวางการสร้างภาพในแก่ธุรกิจนั้น จะต้องมาจากการคิดและระดมสมองรวมถึงการเห็นพ้องตรงกันจากเจ้าของธุรกิจ หรือผู้ประกอบการด้วย ว่าชอบแบบใด หรือ แบบใดเหมาะสมกับสินค้าของเรา แต่บางทีก็อาจจะสร้างความแตกต่างของธุรกิจจากคู่แข็งขันก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในองค์กรก่อนเพื่อเป็นการสร้างภาพร่วมกันได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ทั้งนี้ภาพลักษณ์ขององค์กรนั้นไม่มีขีดจำกัดใด ๆ เพราะขึ้นอยู่กับการอยากให้เป็น หรือ การอยากให้เห็น ของผู้ประกอบการมากกว่า ซึ่งบางทีภาพลักษณ์ขององค์กรนี้ก็มีส่วนช่วยเหลือในการขายของสินค้าหรือบริการได้เป็นอย่างดี เช่น รถยนต์วอลโว่ มีภาพลักษณ์ที่ต้องการให้บุคคลทั่วไปรู้สึกว่า ปลอดภัยในการขับขี่ ทำให้ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยในการใช้รถเลือกซื้อรถวอลโว่ เป็นต้น

    ภาพลักษณ์ของผู้บริหาร (Executive Image) ผู้บริหารขององค์กรก็เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจที่กระทำอยู่ เพราะว่าบุคคลทั่วไปสามารถรับรู้ได้ถึงตัวสินค้าหรือบริการจากผู้บริหารในองค์กรนั้น ๆ นั่นเอง เช่น ถ้าผู้บริหารเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ชอบสีสันของการเปลี่ยนแปลง ก็จะทำให้ทั้งองค์รวมถึงพนักงานและสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ก็จะมีสีสันและเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคต่างๆ ได้เสมอ ๆ หรือถ้าผู้บริหารเป็นคนที่สุขุม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ชอบความมั่นคง พนักงาน สินค้าและบริการก็ต้องมีลักษณะที่เป็นรูปธรรม มีลักษณะละเอียดและเปลี่ยนแปลงน้อยครั้งเป็นต้น โดยเฉพาะในตลาดบริการภาพลักษณ์ของผู้บริหารระดับสูงมีส่วนสำคัญให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น ที่จะใช้บริการจากธุรกิจนั้น ๆ ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้จากธุรกิจหลาย ๆ แห่งนิยมให้ผู้บริหารโดยเฉพาะระดับสูงออกมาประกฎตัวและให้สาธารณชนเห็นอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำโฆษณาโดยตรง หรือ การให้สัมภาษณ์ในสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงด้วย

    ภาพลักษณ์ของพนักงานและตัวแทน (Staff & Agent Image) พนักงานและตัวแทนที่ทำหน้าที่ฝ่ายขายก็เป็นหัวใจหลักในการสร้างภาพลักษณ์ของทางธุรกิจด้วยเช่นกัน เพราะถ้าพนักงานและตัวแทนมีความรักในองค์ มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่มีอยู่ แล้วสามารถถ่ายทอดออกไปให้แก่บุคคลภายนอกองค์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมและ รวมถึงการมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัท หรือสินค้าและบริการที่ดีแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ตัวบริษัท ตัวสินค้า และเกิดการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ เพื่อการเพิ่มศักยภาพไม่ว่าด้านการผลิต การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย เป็นต้น อีกทั้งการปรับภาพลักษณ์ของพนักงานและตัวแทนของทางบริษัทอาจจะทำได้โดย ให้พนักงานทั้งหมดแต่งตัวเหมาะสมกับธุรกิจทั้งหมด เพื่อให้ดูมีความระเบียบเรียบร้อย หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ยังดูว่าธุรกิจนี้ให้ความสำคัญแม้นกระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพนักงานด้วย เช่น ถ้าธุรกิจเปิดดำเนินการด้านผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง แล้วพนักงานทั้งหมดใส่เครื่องแบบในชุดขาว มีหมวกเก็บผม มีถุงมือ รองเท้า เหมือนกันทั้งหมด ก็สามารถทำให้ธุรกิจนั้นดูสะอาด ลูกค้าก็จะมีความมั่นใจในด้านการผลิตเป็นต้น ตัวอย่างที่ดีอีกอันหนึ่งคือ ตัวแทนขายของบริษัท ไอ บี เอ็ม นั้น ทุกคนเวลาจะออกไปพบกับลูกค้า ตัวแทนขายหรือพนักงานนั้น ๆ ต้องแต่งตัวดี ดูน่าเชื่อถือ และต้องผ่านการอบรมด้านความรู้ของผลิตภัณฑ์ที่จะออกไปนำเสนอ ทำให้ลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังเกิดความประทับใจและอยากใช้บริการได้เป็นต้น ดังนั้น การสร้างภาพลักษณ์ให้พนักงานและตัวแทนจึงเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างตราสัญลักษณ์ขององค์กรที่ดีและไม่ต้องลงทุนมากด้วย

    ภาพลักษณ์ของคู้ค้าพันธมิตรและสถานที่จัดจำหน่าย (Partner& Distribution Image) การทำธุรกิจนั้นเป็นธรรมดาย่อมต้องมีการสร้างพันธมิตรทางการค้าด้วย เช่น การจัดส่ง การรับประกัน การบรรจุภัณฑ์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือแม้นการส่งวัตถุดิบในการผลิต เหล่านี้เป็นต้น เป็นธุรกิจที่ต่อเนื่องและสามารถสร้างคู้ค้าพันธมิตรขององค์กรได้ ดังนั้นถ้าองค์นั้น ๆ เลือกคู่ค้าพันธมิตรที่ดี มีความน่าเชื่อถือ ก็ย่อมทำให้ธุรกิจองค์ของเราดูน่าเชื่อถือและสามารถสร้างเครือข่ายได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าธุรกิจของเราไปจับมือจับร้านค้าสะดวกซื้อเซเว่นอีเลเว่น เพื่อเป็นช่องทางจัดจำหน่ายของสินค้า นอกจากว่าจะมีโอกาสขายสินค้าได้ง่ายเพราะมีร้านค้ามากมายทั่วประเทศแล้ว การที่จะนำสินค้าใด ๆ ไปวางขายในร้านสะดวกซื้อแบบนี้ ย่อมต้องมีมาตรฐานที่ดี และผ่านการตรวจสอบจากผู้บริหารเซเว่นอีเลเว่นแล้วระดับหนึ่ง ทำให้ผู้ซื้อสามารถไว้ใจและเกิดการซื้อสินค้าของเราได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

    ภาพลักษณ์ของลูกค้า (Customer Image) ลูกค้าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์ได้ กล่าวคือ ถ้ามีการกำหนดกลุ่มลูกค้าออกตามเป้าหมายของสินค้าของบริการแล้ว ก็จะง่ายต่อการการขายและจัดจำหน่าย อีกทั้งการกำหนดฐานะของลูกค้าด้วยก็จะยิ่งง่ายต่อการกำหนดราคาด้วยเช่นกัน เช่น แบ่งตามเพศ แบ่งตามอายุ แบ่งตามความชอบ แบ่งตามรายได้ แบ่งตามสถานที่ เหล่านี้เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ถ้าสินค้าของทางบริษัทผลิตมาเพื่อผู้หญิง อายุ ระหว่าง 40 – 50 รายได้สูง ก็อาจจะเป็นสินค้าสมุนไพรประเภทถนอมผิวป้องกันการแก่ก่อนวัย ราคาค่อนข้างสูง และให้บริการเฉพาะที่ แต่ถ้าเป็นสินค้าเพื่อผู้หญิงที่อยู่ในวัยรุ่น อายุระหว่าง 15 – 25 ปี ก็จะเป็นสินค้าสมุนไพรที่ให้ความสดใสแก่ผิว เพิ่มความขาวเนียนออกชมพู และราคาไม่แพงนัก ซึ่งกลุ่มลูกค้าทั้งสองไม่สามารถนำมารวมกันได้ เพราะว่าโดยทั่วไปลูกค้าทั้งสองกลุ่มนี้ไม่นิยมซื้อของข้ามรุ่นอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าสินค้าเราจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหนก็ต้องแสดงภาพของกลุ่มนั้น ๆ ออกมาให้เด่นชัด โดยเฉพาะถ้าเป็นสินค้าหรือบริการที่แบ่งตามรายได้ด้วยแล้วยิ่งต้องให้ความสนใจในด้านภาพลักษณ์เป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละองค์กรด้วย จะเห็นได้ว่าในหลาย ๆ องค์ในปัจจุบันนิยมการเข้าไปสัมภาษณ์ลูกค้าที่ซื้อสินค้า หรือ ใช้บริการของธุรกิจนั้น ๆ แล้วไปทำการประชาสัมพันธ์หรือการทำโฆษณาโดยตรง เพื่อเป็นการสร้างแรงดึงดูให้ผู้อื่นที่กำลังตัดสินใจ หรือ หันมาสนใจในสินค้าและบริการจากเราได้ ซึ่งจะใช้หลักการเห็นของจริงแล้วอยากมีอยากได้ ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เสริมสวยประเภทลดความอ้วน ก็ไปหาผู้ที่มีหน้าตาสวย ๆ ที่เป็นลูกค้า แล้วให้ลองใช้ แล้วมีผลให้หุ่นดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกค้าคนนั้นเป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนด้วยแล้วยิ่งสร้างจุดสนใจและเป็นตัวอย่างที่ดีได้ง่ายขึ้น หรือแม้กระทั่งธุรกิจสมัยใหม่ที่ขายหนังสือทางเว็บไซท์ของอะเมซอนดอทคอม (www.amazon.com) ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและเป็นเว็บไซท์ที่ขายหนังสือผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียวโดยที่ไม่มีร้านค้าเลย ก็สามารถสร้างจุดสนใจให้คนอื่นๆ เข้ามาซื้อได้ โดยการเปิดให้มีที่ใส่ความคิดเห็นของนักวิจารณ์หนังสือชื่อดัง ๆ และลูกค้าที่ซื้อหนังสือไปแล้ว ไปอ่านและมีการวิจารณ์กลับมาใส่ไว้ในเว็บด้วย ทำให้บุคคลอื่นเข้ามาอ่านบทวิจารณ์นี้แล้วเกิดการอยากซื้อบ้าง เป็นต้น

    ภาพลักษณ์ของตัวสินค้าหรือบริการ (Product & Service Image) เป็นการจัดวางตัวสินค้าหรือบริการว่าจะอยู่ในระดับใดในอุตสาหกรรมนั้น ๆ หรือจะให้มองภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการว่าอยู่ในช่วงระดับแบบใด เช่น ถ้าเป็นเสื้อผ้า จะอยู่ในระดับบนสุด หรือ ในระดับคนที่มีฐานะมีเงินมาก อยู่ในสังคมระดับผู้บริหาร เสื้อผ้าก็ต้องออกแบบให้สวยงาม ใช้วัสดุที่ดีมาก เพื่อจะได้ทำเป็นเสื้อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดโดยไม่สนใจในเรื่องราคาว่าจะเป็นเท่าไหร่ หรือ ถ้าอยู่ในระดับกลาง ๆ ในชนชั้นคนทำงานทั่วไป มีฐานะการเงินอยู่ในระดับปานกลาง ก็ใช้วัสดุที่ดีมีคุณภาพราคาไม่สูงนัก แต่ถ้าเสื้อผ้าอยู่ระดับล่าง อยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะทางการเงินน้อย เสื้อผ้าก็ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาถูก เพื่อจะได้เสื้อผ้าที่ผลิตออกมามีราคาที่ไม่แพงและผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถซื้อได้เป็นต้น แต่ทั้งนี้ต้องมีการคัดเลือกวัสดุในการผลิตให้เหมาะสมและมีคุณภาพเพื่อเป็นการสร้างภาพที่ดีของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ

    ภาพลักษณ์ทางด้านราคา (Price Image) โดยปกติราคาจะเป็นตัวกำหนดกลุ่มลูกค้าโดยปริยายอยู่แล้ว เช่น ถ้าสินค้ามีราคาแพงก็จะได้กลุ่มลูกค้าที่มีฐานะทางการเงินที่ดี และในทางกลับกันสินค้าราคาถูกก็ย่อมต้องได้กลุ่มลูกค้าที่มีฐานะปานกลางถึงล่างด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันการผลิตนั้นอาจจะมีการลดต้นทุนจนทำให้สินค้ามีราคาถูกลงได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับองค์กรด้วยว่าต้องการให้สินค้าขององค์กรเราไปอยู่ในกลุ่มใด ซึ่งจะต้องให้กลยุทธ์ด้านราคามาเป็นตัวตัดสิน โดยเฉพาะสินค้าบริการนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์และความชอบเป็นหลัก ถ้ามีการบริการที่ดีเอาใจลูกค้ามากพิเศษ หรือ เตรียมเพื่อลูกค้าเฉพาะราย ก็สามารถตั้งราคาได้สูง อันเป็นการเพิ่มมูลค่าในตัวสินค้าหรือบริการได้ด้วย ดังตัวอย่างเช่น กระเป๋าถือของบริษัทหลุยส์วิตอง นั้นผู้ผลิตตั้งราคาไว้สูงมาก ทำให้คนที่จะมาเป็นลูกค้าได้นั้นก็ย่อมต้องเป็นผู้มีฐานะและรายได้ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน ทำให้กระเป๋าหลุยส์จึงเป็นสินค้าดูมีราคาแพง ใครพบเห็นรุ่นหรือแบบอื่นๆ ออกมาก็ย่อมคาดเดาได้ว่ามีราคาแพงเช่นกัน

    ภาพลักษณ์ทางด้านการส่งเสริมการขาย (Promotion Image) ปัจจุบันการส่งเสริมการขายเป็นตัวกระตุ้นการซื้อของลูกค้าที่ได้ผลดีมาก จนทำให้ลูกค้าเกิดความคาดหวังว่าการซื้อสินค้าใด ๆ ถ้าได้ของแถมแล้วก็จะตัดสินใจซื้อ ถ้าไม่มีก็อาจจะชะลอการซื้อได้ ดังนั้นในหลาย ๆ ธุรกิจจึงนิยมใช้การส่งเสริมการขายเป็นตัวกระตุ้นการขายด้วย ซึ่งการส่งเสริมการขายต่าง ๆ นั้น ก็อาจจะทำได้โดยมี ของแลก แจก หรือแถม หรือแม้นกระทั่งการให้ส่วนลดต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการส่งเสริมการขายต้องเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจ ช่วงจังหวะระยะเวลา และการแข่งขันด้วย และของที่จะนำมา แลก แจก หรือ แถมนั้น ถ้าหาแต่ของไม่ดี ดูไม่มีราคาหรือราคาถูก ก็จะมีโอกาสทำให้ตัวสินค้าของบริษัทถูกมองไปในทำนองนั้น ๆ ด้วย ดังนั้นต้องมีการคัดเลือกอย่างเหมาะสม

    โดยสรุปแล้วถ้า SME หรือผู้ประกอบการใดที่จะเข้าไปเปิดตลาด หรือต้องการสร้างตลาดให้ประสบความสำเร็จ ก็ต้องเริ่มจากการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรตามที่กล่าวมาแล้ว อาจจะสร้างทีละแบบหรือหลาย ๆ แบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย

    กรณีศึกษา

    บริษัท ณ ปกรณ์ จำกัด


    สรรหาสินค้าที่ดีที่สุดจากผู้ผลิตที่ดีที่สุดเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัท
    คุณณัฐพล เขียวบริบูรณ์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัท ณ ปกรณ์ จำกัด ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยที่ตอนนั้นมีความคิดเพียงอย่างเดียวว่าอยากจะเปิดบริษัทซักแห่ง แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร หรือจะเข้าไปในตลาดใด แต่ก็เปิดจนได้ และในที่สุดก็ต้องคิดหาทางทำให้บริษัทนี้อยู่รอดให้ได้ ...อ่านภายในเอกสารต่อคะ

      ดาวน์โหลด : การสร้างตลาดของสินค้าและบริการให้ประสบความสำเร็จด้วยการสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมครบวงจร

    การตลาดระหว่างประเทศ 2

    การตลาดระหว่างประเทศ 2


    อาจารย์ธีรศักดิ์ วงศ์ปิยะ



    การตลาดระหว่างประเทศ 2

    การทำธุรกิจระหว่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ต้องมี คือ การเสนอราคา สำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออก จะมีรูปแบบการเสนอราคาเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งกำหนดขึ้นโดยสภาหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce) หรือเรียกในชื่อย่อ INCO Term ในรูปแบบของข้อกำหนดการส่งมอบสินค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบันโดยมากจะใช้ INCO Term 2000 ซึ่งแบ่งข้อกำหนด การเสนอราคา ในการส่งออก เป็น 4 แนว รวมทั้งสิ้น 13 แบบ ดังต่อไปน

    ี้ 1. แนว Departure ประกอบด้วย 1 แบบ

  • Ex Works ( EXW ) หรือราคาหน้าโรงงาน คือ การเสนอราคา ที่ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการมอบสินค้าตามสัญญา ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้จัดสินค้าส่งมอบ ณ สถานที่ของผู้ขายเอง เท่านั้น โดยผู้ขายมิต้องรับผิดชอบในการขนสินค้าขึ้นยานพาหนะ ไม่ต้องทำพิธีการส่งออก ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการขนสินค้าจากสถานที่ของผู้ขายไปยังจุดหมายปลายทาง และความเสี่ยงภัยต่างๆ เป็นภาระของผู้ซื้อ เพราะฉะนั้นในการเสนอราคา ผู้ขายก็จะเสนอราคาขาย ที่ไม่รวมค่าขนส่งและอื่นๆ ให้กับผู้ซื้อ

  • 2. แนว Main Carriage unpaid ประกอบด้วย 3 แบบ

  • Free Carrier ( FCA ) คือ การเสนอราคา ที่ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการมอบสินค้าตามสัญญา ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้จัดสินค้าส่งมอบให้กับผู้รับขนส่ง ณ สถานที่ของผู้รับขนส่ง(เช่น บรรดาบริษัทshippingต่างๆ) ตามที่ผู้ซื้อระบุไว้ เพราะฉะนั้นในการเสนอราคา ผู้ขายก็จะเสนอราคาขาย ที่บวกค่าส่งมอบสินค้าในเบื้องต้นลงไปด้วย
  • Free Alongside Ship ( FAS ) ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้นำสินค้าไปยังกาบเรือ ณ ท่าเรือต้นทางที่ระบุไว้ โดยผู้ขายเป็นผู้ทำพิธีการส่งออกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพิธีการส่งออก รวมทั้งการขอใบอนุญาตส่งออก ตลอดจนค่าภาษีอากรในการส่งออก (ถ้ามี) เพราะฉะนั้นในการเสนอราคา ผู้ขายก็จะเสนอราคาขาย ที่ต้องบวกค่าใช้จ่ายดังกล่าวลงไปด้วย
  • Free On Board ( F.O.B.) เงื่อนไขการส่งมอบนี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าข้ามกาบเรือขึ้นไปบนเรือสินค้าแล้ว (ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบการทำพิธีการส่งออกด้วย) หลังจากนั้นค่าใช้จ่ายในการขนส่งระวางสินค้า และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้า จะเป็นภาระของผู้ซื้อเอง เพราะฉะนั้นในการเสนอราคา ผู้ขายก็จะเสนอราคาขาย ที่ต้องบวกค่าใช้จ่ายจนถึงค่าขนสินค้าขึ้นเรือด้วย

    3. แนว Main Carriage paid ประกอบด้วย 4 แบบ
  • Cost and Freight ( CFR ) เงื่อนไขการส่งมอบนี้เหมือนกับการส่งมอบสินค้า แบบ F.O.B. แต่ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าระวางขนส่งสินค้าด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้า จะเป็นภาระของผู้ซื้อ ในทันทีที่สินค้าผ่านกาบระวางเรือเช่นเดิม
  • Cost, Insurance and Freight ( CIF ) ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อสินค้าข้ามกาบเรือ และผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบในการทำพิธีการส่งออก จ่ายค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยขนส่งสินค้าด้วย
  • Carriage Paid To ( CPT ) ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้กับผู้รับขนส่งที่เมืองท่าต้นทางตามที่ผู้ซื้อระบุไว้ ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบในการทำพิธีการส่งออกและจ่ายค่าระวางขนส่งสินค้า ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งความเสี่ยงภัยในการขนส่งเป็นภาระของผู้ซื้อในทันทีที่สินค้าถูกส่งมอบให้แก่ผู้รับขนส่งสินค้าที่เมืองท่าต้นทาง
  • Carriage and Insurance Paid To ( CIP ) ผู้ขายจะมีความรับผิดชอบในการขนส่งสินค้าเช่นเดียวกับ CPT แต่ผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าประกันภัยขนส่งสินค้า เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงในการขนส่งจนกระทั่งสินค้าถึงมือผู้ซื้อด้วย

    4. แนว Delivery ประกอบด้วย 5 แบบ

  • Delivered At Frontier ( DAF ) เงื่อนไขการส่งมอบสินค้านี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้จัดให้สินค้าพร้อมสำหรับการส่งมอบและได้ทำพิธีการส่งออก ณ พรมแดนที่ระบุโดยผู้ซื้อ หลังจากนั้นเป็นเรื่องของผู้ซื้อเอง เช่น ตกลงกันแค่เมื่อเข้าเขตน่านน้ำประเทศนั้นๆก็จบ เป็นต้น
  • Delivered Ex Ship ( DES ) เงื่อนไขการส่งมอบสินค้านี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้จัดให้สินค้าพร้อมส่งมอบกันแค่บนเรือ ณ ท่าเรือปลายทาง โดยผู้ซื้อจะต้องดำเนินพิธีการนำเข้าสินค้าเอง
  • Delivered Ex Quay ( DEQ ) เงื่อนไขการส่งมอบสินค้านี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าให้ ณ บนท่าเรือปลายทาง โดยกำหนดให้ผู้ซื้อดำเนินพิธีการนำเข้า และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการนำเข้า รวมทั้งการขอใบอนุญาตนำเข้า และชำระภาษีอากรนำเข้า
  • Delivered Duty Unpaid ( DDU ) เงื่อนไขการส่งมอบสินค้านี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า ก็ต่อเมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้า ณ สถานที่ปลายทางของผู้ซื้อ โดยผู้ขายเป็นผู้ดำเนินพิธีการนำเข้าสินค้าแก่ผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อจ่ายค่าภาษีอากรนำเข้าเอง
  • Delivered Duty Paid ( DDP ) การส่งมอบสินค้านี้ ผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุก ๆ อย่าง จนกระทั่งสินค้าได้ส่งมอบ ณ สถานที่ปลายทางของผู้ซื้อ ซึ่งรวมถึงผู้ขายจะรับผิดชอบชำระภาษีอากรนำเข้าด้วย

    จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ขายจะต้องรับผิดชอบ จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามภารกิจที่เพิ่มขึ้นในการส่งมอบสินค้านั่นเอง ซึ่งแนวทางที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงแค่แนวที่ให้ทราบว่า เขามีกฎกติกาสากลกันอย่างไรบ้าง สำหรับผู้ประกอบการในไทย ส่วนใหญ่นิยมใช้การเสนอราคาแบบ F.O.B คือ รับผิดชอบแค่ส่งสินค้าขึ้นเรือเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้ว ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้คำศัพท์ยุ่งยากอย่างที่กล่าวมา เราเพียงแค่ตกลงกับลูกค้าว่า ราคาที่ตกลงกันนั้น เราจะรับผิดชอบอะไร ถึงแค่ไหนบ้าง เท่านั้นก็พอ และเรื่องบางอย่าง เช่น เริ่มตั้งแต่การให้รถมารับสินค้าจากโรงงานของเรา เรื่องพิธีการศุลกากร การประกันภัย จนสินค้าถึงมือลูกค้าที่ปลายทาง เป็นต้น เราสามารถให้บรรดาบริษัท shipping ต่างๆ เป็นผู้ดูแล จัดการให้เราแทนก็ได้ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งก็ช่วยลดความยุ่งยากในเรื่องดังกล่าวออกไปได้

    นอกจากด้านการตั้งราคาและการส่งมอบสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในทุกธุรกิจยังมีกิจกรรมทางการตลาดที่มีรูปแบบที่ใกล้เคียงกันโดยไม่จำกัดประเภทของธุรกิจคือการส่งเสริมการขาย เนื่องจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรจำนวนมากมาใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ รูปแบบของการแนะนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ธุรกิจมักใช้เครื่องมือส่งเสริมการขายดังนี้

    1. การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Trade Show)
    งานแสดงสินค้ามักจะจัดขึ้นสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ดังนั้นผู้เข้าร่วมงานจะเป็นผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมและมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆโดยตรงทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร และลูกค้าสามารถสัมผัสถึงสินค้าได้โดยตรง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อสินค้ามากยิ่งขึ้น

    2. จดหมายแนะนำสินค้า / ตัว (Direct Mail)
    การใช้จดหมายแนะนำตัว ธุรกิจจะต้องสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลผู้ซื้อได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลที่ให้บริการว่าจะมีความถูกต้องและมีรายละเอียดมากเพียงใด ข้อดีของสื่อประชาสัมพันธ์ชนิดนี้คือสามารถนำเสนอข้อมูลของธุรกิจในรายละเอียดเชิงลึก สามารถควบคุมรูปแบบการนำเสนอให้น่าสนใจ และ ไม่ถูกเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรง

    3. ลงโฆษณาในฐานข้อมูลผู้ผลิต (Business Directory) ในทางตรงกันข้ามกับจดหมายแนะนำตัว เราสามารถสมัครเพื่อลงโฆษณากับผู้ให้บริการฐานข้อมูลธุรกิจ เช่น ฐานข้อมูลผู้ผลิตอุปกรณ์ประดับยนต์ ฐานข้อมูลผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้ผู้ให้บริการข้อมูลทำการประชาสัมพันธ์ธุรกิจแทนผู้ประกอบการในต้นทุนที่ถูกกว่า

    4. โฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เฉพาะกลุ่ม (Industrial Magazine) การลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะนิตยสารซึ่งมีเนื้อหาเน้นเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งก็เป็นอีกรูปแบหนึ่งของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลดีเยี่ยม ในบางครั้งการโฆษณาในรูปแบบนี้อาจดูเหมือนจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าวิธีอื่นๆ

    5. ติดต่อผ่านสมาคม / หอการค้า / หน่วยงานราชการ การแนะนำธุรกิจโดยผ่านสมาคม หรือ หอการค้า หรือ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก นั้นเป็นวิธีการส่งเสริมการขายที่มีค่าใช้จ่าต่ำสุด ธุรกิจจะได้รับคำแนะนำในระเบียบวิธีปฏิบัติ รวมถึงได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และอาจได้รับข้อมูลอื่นๆที่จำเป็นด้วย

    6. การใช้สื่ออินเตอร์เน็ต รูปแบบของการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหลักในการทำธุรกิจระหว่างประเทศนั้นเป็นที่นิยม เนื่องจากใช้จุดเด่นของอินเตอร์เน็ตคือการสามารถเข้าถึงลูกค้าทางไกลภายใต้ค่าใช้จ่ายคงที่ในอัตราที่ต่ำมาก และ ความสามารถในการให้บริการได้ 24 ชั่วโมง / 7 วันโดยไม่มีวันหยุด

    กรณีศึกษา
    สวนกล้วยไม้กูลตนา
    (ประวัติความเป็นมา สามารถอ่านได้จากบทความเรื่อง การตั้งราคาสินค้า) สวนกล้วยไม้กูลตนามีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งในขั้นตอนการส่งออกนั้น ได้ใช้บริการของบริษัท Shipping ซึ่งจะจัดการทางด้านเอกสารและติดต่อกรมศุลกากรอย่างเรียบร้อย เพียงแต่ทางสวนกล้วยไม้กูลตนาเป็นผู้บรรจุหีบห่อเองเท่านั้น ติดต่อคุณรติรัตน์ วัฒนพฤกษา โทรศัพท์ 02-565-5463-5 

  •   ดาวน์โหลด : การตลาดระหว่างประเทศ 2
  • การตลาดระหว่างประเทศ 1

    การตลาดระหว่างประเทศ 1


    อาจารย์ธีรศักดิ์ วงศ์ปิยะ



    การตลาดระหว่างประเทศ 1

    ในภาวการณ์แข่งขันปัจจุบันธุรกิจจะต้องแข่งขันในหลายระดับ ทั้งแข่งขันกับคู่แข่งภายในประเทศและแข่งขันกับคู่แข่งจากต่างประเทศ ทั้งคู่แข่งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ซึ่งภาวการณ์แข่งขันดังนี้เอง ธุรกิจที่มีความสามารถและมีโอกาสในการขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศควรจะเริ่มพิจารณาช่องทางและโอกาสในการส่งสินค้า ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลให้ขยายกิจการสู่ต่างประเทศมี 5 ประการดังนี้

    1. บริษัทคู่แข่งซึ่งเป็นธุรกิจข้ามชาตินำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า หรือมีราคาที่ถูกกว่าเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น และธุรกิจสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจากตลาดภายในประเทศ ทำให้ธุรกิจจำเป็นจะต้องหาตลาดในประเทศอื่น ๆ ทดแทนยอดขายที่สูญเสียไปจากการแข่งขันภายในประเทศ

    2. ธุรกิจค้นพบว่าตลาดในบางประเทศสามารถทำกำไรให้กับธุรกิจได้มากกว่า ด้วยการกำหนดราคาขายที่สูงกว่าตลาดภายในประเทศ ดังจะเห็นได้ชัดจากธุรกิจในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับ

    3. ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตมีความจำเป็นที่จะต้องขยายฐานลูกค้าเพื่อให้ปริมาณการผลิตเข้าสู่จุดคุ้มค่าของการผลิต (Economy of Scale) ซึ่งขนาดตลาดภายในประเทศไม่เพียงพอ

    4. ธุรกิจต้องการลดภาวะพึ่งพิงจากตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเมืองต่ำไปสู่ประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงกว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของธุรกิจ

    5. บ่อยครั้งที่กิจการจะต้องขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ เนื่องจากลูกค้าหลักของธุรกิจขยายกิจการไปสู่ต่างประเทศและต้องการการบริการในประเทศนั้น ๆ ด้วย

    โดยปรกติแล้ว การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศธุรกิจสามารถทำได้ 8 วิธี คือ

    1. การส่งออกทางอ้อม(Indirect Exporting) คือการขยายตลาดผ่านคนกลาง หรือตัวแทนจำหน่ายภายในประเทศ ที่ซื้อสินค้าเพื่อการส่งออก วิธีการดังนี้ จะช่วยลดเงินลงทุนทั้งทางด้านบุคลากรและทรัพยากรอื่น ๆ รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดที่ผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจในลักษณะตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค สภาพทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และการเมือง ตลอดจนสภาวการณ์แข่งขันและอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม วิธีการขยายตลาดสู่ต่างประเทศวิธีการนี้มีข้อด้อยตรงที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมเหนือนโยบายการทำธุรกิจของตัวแทนจำหน่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงกับกลยุทธ์ทางการตลาดของกิจการในอนาคต เช่น การวางตำแหน่งตราผลิตภัณฑ์ (Brand Positioning) นโยบายราคา เป็นต้น

    2. การส่งออกทางตรง (Direct Exporting) วิธีการนี้ธุรกิจจะมีแผนกขายระหว่างประเทศ (Exporting Department) ซึ่งแผนกดังกล่าวจะทำหน้าที่รับผิดชอบในการหาลูกค้าหรือตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ วิธีการดังกล่าว ทำให้ธุรกิจจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจก็มีอำนาจในการควบคุมนโยบายการทำการตลาดในต่างประเทศมากยิ่งขึ้นเช่นกัน โดยมากกิจการจะใช้วิธีการขยายตลาดด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการขายเป็นหลัก

    3. การให้ใบอนุญาต ( Licensing ) การขยายธุรกิจลักษณะนี้ เจ้าของธุรกิจจะทำหน้าที่ออกใบอนุญาตให้โรงงานอื่นในต่างประเทศ ผลิตสินค้าภายใต้ตราสินค้า สิทธิบัตร หรือกระบวนการผลิตที่เป็นลักษณะเฉพาะของเจ้าของธุรกิจผู้ให้ใบอนุญาต โดยได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของสัญญาสัมปทาน ทั้งแบบที่เป็นเงินก้อน หรือผูกพันกับยอดผลิต/จัดจำหน่ายสินค้า การขยายตลาดในลักษณะนี้มีข้อดีในการจำกัดความเสี่ยงของธุรกิจได้ เช่นเดียวกับการส่งออกแบบทางอ้อม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมนโยบายทางธุรกิจของผู้รับสัมปทานได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สินค้าประสบความสำเร็จธุรกิจมีโอกาสที่จะขยายลูกค้าเพิ่มเติม หรือเข้ามาลงทุนด้วยตัวเองเมื่อหมดระยะเวลาสัมปทาน

    4. เฟรนไชส์ (Franchising) เป็นรูปแบบการให้สัมปทานเช่นเดียวกับการให้ใบอนุญาต (Licensing) แต่จะมีข้อกำกับนโยบายและรูปแบบการดำเนินธุรกิจระบุควบคู่ไปในข้อสัญญาด้วย ดังนั้น ธุรกิจจะมีอำนาจในการกำหนดบังคับนโยบายทางการตลาดในขณะที่ผู้รับใบอนุญาตแทบจะไม่มีอำนาจในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขใด ๆ เลย นอกจากนี้ เฟรนไชส์ยังมีข้อดีเช่นเดียวกับการขยายตลาดแบบการให้ใบอนุญาต (Licensing) อีกด้วย

    5. การจ้างผลิต (Contract Manufacturing) รูปแบบของการขยายธุรกิจในลักษณะนี้มีข้อดีอยู่ตรงที่เป็นการลดต้นทุนการนำเข้าของสินค้า ซึ่งรวมถึงลดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน และลดข้อกีดกันทางการค้าในด้านการนำเข้าได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ธุรกิจก็ใช้เงินลงทุนไม่มาก อย่างไรก็ตามการจ้างผลิตมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการควบคุมคุณภาพการผลิตและกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามข้อตกลงทีระบุไว้ในสัญญาเป็นอย่างดี รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการลักลอบนำสินค้าที่ผลิตเกินจำนวนหรือสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานมาจำหน่าย

    6. การร่วมลงทุน (Joint Venture) การลงทุนชนิดนี้เป็นรูปแบบของการไปร่วมลงทุนธุรกิจกับคู่ค้าเจ้าถิ่นในต่างประเทศ ในลักษณะของการถือหุ้นบริษัท ซึ่งธุรกิจจะนำความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์เข้าทำตลาดกับผู้ร่วมลงทุนในท้องถิ่นที่มีความรู้ความเข้าใจในตลาดท้องถิ่น ทั้งด้านพฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรมท้องถิ่น นโยบายทางธุรกิจ ซึ่งมีข้อดี คือ ธุรกิจสามารถควบคุมดูแลนโยบายทางการตลาดได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากทั้งธุรกิจและผู้ร่วมลงทุนต่างมีจุดมุ่งหมายสูงสุดเป็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การสร้างกำไรสูงสุดให้กับธุรกิจ แต่ถึงกระนั้น นโยบายการทำตลาดอาจจะไม่เป็นไปตามที่ธุรกิจได้คาดหวังไว้ ถ้าหากผู้ร่วมลงทุน ไม่มีนโยบายทางธุรกิจที่สอดคล้องหรือไม่มีศักยภาพที่เท่าเทียมกัน

    7. การซื้อกิจการ (Acquisition) เป็นรูปแบบของการขยายตลาดชนิดควบคุมนโยบายทางธุรกิจได้ในรูปแบบที่รวดเร็วที่สุด ข้อดีของการขยายตลาดแบบนี้ คือ ธุรกิจจะเข้าควบคุมกิจการที่ถูกซื้อและทรัพยากรทั้งหมด ทั้งในด้านโรงงาน โครงสร้างการจัดจำหน่าย ตราสินค้า และบุคคลากร อีกทั้งการเข้าตลาดด้วยวิธีนี้เป็นการลดจำนวนคู่แข่งไปด้วยในตัว ข้อเสียของการขยายตลาดด้วยวิธีนี้ คือ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายสูงควบคู่กับความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงในเรื่องของการเข้ากันได้ของวัฒนธรรมองค์กรจากบุคคลากร 2 ประเทศ

    8. การลงทุนโดยตรง ( Direct Investment) เป็นรูปแบบการขยายธุรกิจที่ธุรกิจจะมีอำนาจควบคุมนโยบายทางธุรกิจสูงที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงก็ต้องใช้เงินลงทุนสูงที่สุด และแบกรับความเสี่ยงในทุก ๆ เรื่อง ธุรกิจมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเทศที่จะเข้าไปลงทุน เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปวัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพการแข่งขันของธุรกิจ จึงจะสามารถประสบความสำเร็จในกิจการได้

    กรณีศึกษา

    การขยายตลาดสู่ต่างประเทศ-กระทิงแดง


    ภาพของชายวัยย่างเข้า 80 นุ่งกางเกงแพร สวมเสื้อ ใส่งอบ ขี่จักรยานคันโปรดด้วยท่าทางที่แข็งแรงคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ไปรอบๆ โรงงานที่ย่านบางบอน ในทุกๆ เช้า มักเป็นที่คุ้นตาของคนทั่วๆ ไปในย่านนั้น หลายคนอาจจะรู้เพียงว่าชายสูงอายุร่างเล็กคนนี้เป็นผู้จัดการโรงงาน "กระทิงแดง" แต่คงไม่มีใครนึกมาก่อนว่าชายคนนี้จะเป็นมหาเศรษฐีที่รวยเป็นพันล้านหมื่นล้าน นี่คือกิจวัตรประจำวันทุกเช้าของของ "เฉลียว อยู่วิทยา" คนที่ได้ชื่อรวยติดอันดับโลก

    “เฉลียว” ชอบขี่จักรยานตรวจโรงงานทุกๆ เช้า เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ในการตรวจตราโรงงานแล้ว การขี่จักรยานยังเป็นยาวิเศษที่ทำให้ร่างการแข็งแรงด้วย

    เฉลียว หรือ โกเหลียว เป็นคนเชื้อจีน ปู่มาจากเมืองจีน ย่าเป็นคนไทย เป็นคนจังหวัดพิจิตรโดยกำเนิด เขาไม่ได้รำรวยชนิดคาบช้อนเงินคาบช้อนทองมาตั้งแต่เกิด ครอบครัวยากจน ต้องปากกัดตีนถีบ ช่วยพ่อแม่ทำงานกันตั้งแต่เด็กๆ ทำงานมาหลายอย่าง ขายทุเรียน ขายส้มโอ ฯลฯ ก่อนที่จะผลิกผันชีวิตมาค้าขายยารักษาโรคในช่วงสมัยสงครามโลก จากนั้นก็ขยับขยายมาตั้งโรงงานผลิตยาอยู่แถวๆ คลองหลอด ยาแก้ไข้ ที.ซี.มัยซิน ยาน้ำเบบี้ดอลล์

    จากธุรกิจผลิตยาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน โกเหลียว ก็หันมาเอาดีกับธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง แข่งกับบริษัทจากญี่ปุ่น โดยใช้ชื่อว่า "กระทิงแดง"

    เฉลียว เริ่มปลุกปั้น กระทิงแดง ตั้งแต่ตั้งชื่อ ออกแบบโลโก้ กระทิงแดงสองตัวหันหน้าวิ่งชนกัน เดินไปตามถนนเพื่อแจกให้ให้ลูกค้าชิมฟรีๆ ลองผิดลองถูกปรับสูตรจนลงตัว ก่อนจะเริ่มโปรโมตด้วยวลี ที่ว่า กระทิงแดง ซู่ซ่า...ซู่ซ่า ! ที่ใครๆ ก็พูดถึง หรือแม้กระทั่งเป็นเซลส์แมนเดินสายไปขายเองในต่างจังหวัด

    "โกเหลียว" สร้างกระทิงแดงขึ้นมาจากบริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน จนกระทิงแดงเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานร่วมพันคน

    ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ กระทิงแดง ผลิต-จำหน่ายสร้างตลาดในต่างประเทศโดยใช้ชื่อว่า เรดบูล (Red Bull) จนกระทั่งสามารถส่งเครื่องดื่มชนิดนี้ไปขายทั่วโลกในกว่า 70 ประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา อาฟริกา จีน ฯลฯ และมีโรงงานอยู่ในหลายๆประเทศ เช่น ออสเตรีย จีน เวียดนาม ฯลฯ

    จุดหักเหที่สำคัญที่สุดซึ่ง "ต่อยอด"ให้ธุรกิจเครื่องดื่ม กระทิงแดง-เรดบูล ก้าวกระโดดไปทั่วโลกและสร้างรายได้จนรวยมหาศาลเช่นทุกวันนี้ มาจากความกล้าในการตัดสินใจก้าวข้ามการแข่งขันภายในประเทศออกไปประกาศศักดิ์ศรีในเวทีตลาดโลกนั่นเอง

    อย่างไรก็ตามภารกิจที่สำคัญนี้คงจะไม่อาจประสบความสำเร็จได้ถ้าหากขาดผู้ร่วมลงทุนที่ดีอย่าง "ดีทริช เมเทสซิทซ์ (Dietrich Mateschitz) เซลส์แมนชาวออสเตรีย ที่ได้รับการยอมรับในภายหลังว่าเป็นนักสร้างตลาด เรดบูล จนไต่ขึ้นชั้น โกลบอล แบรนด์ และเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงาน ( Energy Drink ) เกือบ 100 ประเทศทั่วโลก โดยอาศัยนวัตกรรมเครื่องดื่มให้พลังงานที่มีรากเหง้า จาก เครื่องดื่ม "กระทิงแดง" ของบ้านเรา

    การขยายธุรกิจต่างประเทศของกระทิงแดงนั้นเริ่มจากการที่ "ดีทริช เมเทสซิทซ์ (Dietrich Mateschitz)ได้มาเห็นกระทิงแดงในเมืองไทยและได้ชักชวนให้ เฉลียว ไปลงทุนในต่างแดน โดยให้ฝ่ายไทยถือหุ้นใหญ่ โดยให้ฝ่ายไทยถือหุ้น 51% และ ดีทริช มาเตอชิทช์ ถือหุ้น 49% เนื่องจากเขามีความคิดว่าน่าจะนำ เครื่องดื่มกระทิงแดง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ "เฉลียว" คิดค้นขึ้นมา และจำหน่ายในเมืองไทย ไปเผยแพร่ยังยุโรป

    เรดบูล เริ่มผลิตและวางจำหน่ายในยุโรป โดยก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. เมื่อ ปี 1984 โดยเริ่มจากผลิตและจำหน่ายในประเทศออสเตรียก่อน จากนั้นก็ค่อยๆขยายตลาดออกไปยังประเทศอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง

    ถึงกระนั้น อนาคตที่สดใสที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น และพัฒนาจากความคิดสู่การปฏิบัติ เมื่อปี 1987 เมื่อสำนักงานอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ เครื่องดื่มกระทิงแดง หรือ เรดบูล วางตลาดจำหน่ายสู่มือผู้บริโภค

    ปัจจุบันเฉพาะฐานผลิตออสเตรีย สามารถผลิต เรดบูลออก จำหน่ายได้ 1.5 ล้านกระป๋อง ครอบคลุมเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก และประสบความสำเร็จในการทำตลาด ด้วยส่วนแบ่งการตลาดในแต่ละประเทศ ที่มีอัตราเฉลี่ยตั้งแต่ 65-90% ซึ่งเป็นผลมาจากการทำตลาดด้วยนวัตกรรมใหม่ของสินค้าและการตลาด ที่ไม่มีคู่แข่งรายใดทำได้

    สำหรับตลาดโลกในแต่ละปี เรดบูลมียอดขายถึง 900-1,000 ล้านกระป๋อง และถือเป็นหมายเลข 1 ของโลก สำหรับเครื่องดื่มบำรุงกำลัง

      ดาวน์โหลด : การตลาดระหว่างประเทศ 1

    การทำตลาดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ

    การทำตลาดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ


    อาจารย์สมชาย เลี่ยงโรคาพาธ



    การทำตลาดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ

    ปัจจุบัน SMEs มีบทบาทอย่างมากกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจำนวนผู้ประกอบการ SMEs คิดเป็นสัดส่วนถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบธุรกิจทั้งหมดทั่วประเทศ และผลผลิตจาก SMEs คิดเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) การกำหนดกลยุทธ์และมาตรการสนับสนุน SMEs ในด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านการเงิน การกำหนดกฎระเบียบ ภาษี การตลาด ทรัพยากรบุคคล การผลิต นวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยให้เพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs

    ความสำคัญของ SMEs

    ความสำคัญของ SMEs ในการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีดังนี้
    1. เป็นแหล่งจ้างงานจำนวนมาก และช่วยสร้างเสริมทักษะการทำงานด้านวิชาชีพด้วย
    2. ผลผลิตของคิดเป็นมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับ GDP
    3. เป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกที่สำคัญ และเพิ่มการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ
    4. ช่วยลดการนำเข้าของสินค้าจากต่างประเทศ
    5. ใช้เงินลงทุนน้อย และเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการใหม่ ๆ ในการที่จะก้าวเป็นธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นต่อไป
    6. SMEs เกี่ยวข้องกับขบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดจำหน่าย การขนส่ง การดูแลรักษาและซ่อมแซม และช่วยสร้างพันธมิตรกับธุรกิจใหญ่ ๆ โดยการสร้างชิ้นส่วนให้บริษัทใหญ่ ๆ นำไปผลิตสินค้าและบริการต่อไป
    7. ช่วยเพิ่มการแข่งขัน และคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
    8. ช่วยลดผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจาก SMEs สามารถปรับตัวได้เร็วกว่าบริษัทใหญ่

    แนวทางการพัฒนาเพื่อการอยู่รอดของธุรกิจ SMEs

    ทุกวันนี้ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการแข่งขันสูง มีการกำหนดกฎระเบียบขึ้นมาใหม่มากมาย ผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น และมีความต้องการที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แต่เฉพาะ SMEs บริษัทต่าง ๆ จึงต้องทำการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แนวทางการพัฒนาเพื่อการอยู่รอดของธุรกิจ SMEs มีดังนี้



  • การปรุงด้านการตลาด SMEs ควรมีการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ เพื่อให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งขัน และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยอาจจะผลิตสินค้าที่เป็นนวัตกรรมเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค
  • การปรับปรุงด้านเทคโนโลยี โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือ Know-how เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และตอบสนองต่อความต้องการาของผู้บริโภค
  • การยืนหยัดด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น โดยการใช้ความรู้และพัฒนาความรู้ระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
  • การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีการเชื่อมโยง การตั้งกลุ่มที่มีกิจกรรมคล้ายกัน เพื่อช่วยลดการลงทุน และใช้บุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ การรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ตัวอย่างหน่วยงานภาครัฐและวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับ SMEs - สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
    - สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
    - สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
    - กระทรวงต่างประเทศ
    - กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
    - กรมส่งเสริมการส่งออก
    - การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    - การบินไทย
    - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    - สมาคมต่าง ๆ

    การทำตลาดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ

    การพิจารณาการวางแผนการตลาดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สามารถทำได้ในหลาย ๆ ส่วนพร้อมกัน โดยอาจแบ่งตามส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4 ส่วน (4Ps) คือ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และการส่งเสริมการขาย (Promotion)

    P ตัวที่ 1 ผลิตภัณฑ์

    รัฐบาลให้การสนับสนุน SMEs ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเน้นช่วยเหลือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นนวัตกรรม การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับให้มีการปรับปรุงการผลิตให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจชุมชน โดยจัดให้มีโครงการต่าง ๆ ในระดับชุมชน เช่นโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต และมีการให้ทุนในการวิจัยหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น หรือโครงการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับและสามารถประกันคุณภาพให้กับผู้บริโภค

    P ตัวที่ 2 ราคา

    รัฐบาลได้ออกมาตรการความช่วยเหลือแก่ SMEs ในด้านการเงินด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุนราคาถูก การออกมาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยให้มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีน้อยลง และมาตรการอื่น ๆ ทางด้านการเงิน ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ SMEs มีต้นทุนรวมต่ำลง และสามารถขายในราคาที่แข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ได้

    P ตัวที่ 3 ช่องทางการจัดจำหน่าย

    รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ความเชื่อเหลือแก่ SMEs โดยการจัดหาช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ SMEs เช่น การจัดงานแสดงสินค้า OTOP ต่าง ๆ โดยสนับสนุนให้หน่วยงาน หรือกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน ร่วมมือกัน นำผลิตภัณฑ์มาแสดงและจำหน่าย การจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และจัดให้มีการพบปะระหว่างผู้ขาย และผู้ผลิต เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมร่วมมือกับ BOI สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชิญผู้ประกอบการจากต่างประเทศมาเยือนประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการลงทุน และการทำ Business Matching เป็นต้น

    P ตัวที่ 4 การส่งเสริมการตลาด

    รัฐบาลช่วยเหลือ SMEs ด้านการส่งเสริมการตลาด โดยมีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ SMEs ผ่านสื่อต่างๆ เช่น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ เพื่อสร้างการรับรู้เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักและเกิดความตื่นตัว สร้างแรงจูงใจทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้เป็นที่ยอมรับและเพิ่มความเชื่อถือของผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ เช่น โครงการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ “โครงการประชาร่วมใจ ประหยัดไฟฟ้า” รัฐบาลได้สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมการผลิตและพัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้ไฟฟ้าในการประหยัดค่าไฟ และเป็นการประหยัดพลังงานโดยรวมของประเทศ หรือโครงการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ของสมอ. เพื่อส่งเสริมด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

    ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่ภาครัฐจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนา SMEs

    • งาน OTOP-SMEs-BOI : Made in Thailand (อุตสาหกรรมทั่วไทย) ในเดือนมิถุนายน 2547 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    งานนี้เป็นการร่วมมือกันของหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยภายในงานจะเป็นการรวมความหลากหลายสินค้าของอุตสาหกรรมไทย และเป็นการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมระดับรากหญ้า ที่จะพัฒนาไปสู่การลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    • งาน OTOP AND THAI TASTE เมื่อเดือนมีนาคม 2547 ณ. กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก ททท. BOI การบินไทย ธพว. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย-เยอรมัน บริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด สมาคมสปาไทย สมาคมไหมไทย และหน่วยงานในประเทศเยอรมนีคือ สถานเอกอัครราชทูตไทย สำนักงานกงสุลใหญ่ประจำนครแฟรงเฟริต และสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศประจำกรุงเบอร์ลินและประจำนครแฟรงเฟริต จัดโครงการแสดงสินค้า OTOP และ SMEs ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เพื่อเป็นการเผยแพร่สินค้า OTOP ให้เป็นที่รู้จักของนักธุรกิจชาวเยอรมันมากขึ้น และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า OTOP ในด้านมาตรฐานการผลิต กำลังการผลิต และราคา นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้า OTOP ในอนาคตอีกด้วย

    • โครงการเถ้าแก่มือใหม่

    โครงการ “เถ้าแก่มือใหม่” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กับคลื่นข่าว 96.5 Business Radio, สำนักข่าว จีจี นิวส์ และบริษัท จีจี พลัส จำกัด โดยเป็นการอบรมที่มีทั้งภาคบรรยายจากผู้ประสบความสำเร็จมาก่อนในแต่ละธุรกิจ และภาคปฏิบัติเพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติในจุดที่เป็นหัวใจของธุรกิจนั้น อันจะนำไปสู่การวางแผน การบริหาร และการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ

    • อื่น ๆ เช่น งาน THAILAND PRODUCTS EXHIBITION FAIR 2003 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น งาน "บาติกแฟร์" ที่จังหวัดภูเก็ต งานแสดงสินค้าค้นหาความเป็นเลิศ OTOP ไทย โครงการฝึกอบรมเอง เทคนิคการปรับปรุงและกระบวนการผลิตอาหารตามข้อกำหนดของกฎหมาย GMP เป็นต้น

    การที่รัฐบาลมีการช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ทั้งทางตรงและทางอ้อม จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งตลาดในตลาดท้องถิ่น และเพิ่มโอกาสการส่งออกสำหรับสินค้าบางประเภทอีกด้วย

    กรณีศึกษา

    เฉาก๊วยธัญพืช


    ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คุณอรินทร์ ตรีช่อวิทยา และจากนิตยสารโลกการค้า ปีที่ 10 ฉบับที่ 94 กุมภาพันธ์ 2547 (อ่านประวัติความเป็นมาได้จากบทความ เรื่อง การหาช่องทางการตลาด )

    คุณอรินทร์ เจ้าของธุรกิจเฉาก๊วยธัญพืชได้เคยเข้าร่วมอบรมในโครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SME ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ISMED) ทำให้มีแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจมากขึ้น มีการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และ ได้เข้าร่วมออกร้าน ที่ทางหน่วยงานราชการจัดขึ้น ฌ เมืองทองธานี ในงานสินค้าOTOP อันเป็นโอกาสอันดีที่ได้เปิดตัวธุรกิจเฉาก๊วยธัญพืช นับว่าได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐที่ได้ผล มีคุณค่ามาก

    บริษัท เจลลี่เบิร์ด จำกัด (ธุรกิจเฉาก๊วยธัญพืช) คุณอรินทร์ ตรีช่อวิทยา โทรศัพท์ 02-7195009
  •   ดาวน์โหลด : การทำตลาดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ
  • การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการบริหารเครือข่าย

    การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการบริหารเครือข่าย


    อาจารย์ชวลิต ทองรมย์



    การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการบริหารเครือข่าย

    คนเราเลือกเอา ระหว่าง เวลา กับรายได้ ถ้าต้องการมีรายได้มาก ๆ ก็ต้องสละความสุขส่วนตัว ไปทำงาน ที่ต้องใช้เวลา แต่ถ้าไม่ต้องการรายได้ ก็มีเวลาที่จะได้พักผ่อน อยู่บ้าน ไปใช้ชีวิตส่วนตัว อยู่กับครอบครัว แต่ก็ไม่มีความสุข เพราะไม่มีรายได้ ดังนั้นต้องเลือกความพอดี ให้เหมาะ แต่ถ้าคุณได้ทั้ง เวลา และรายได้ รวมถึงความสุขด้วย คุณจะทำได้อย่างไร คำถามนี้น่าคิด และเป็นแบบอย่างในฝันที่หลาย ๆ คนต้องการ คือ ต้องการมีทั้งรายได้ และเวลาที่จะใช้แสวงหาความสุขใส่ตัว ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น หลายคนต้องไปมุ่งเสาะแสวงหา บ้างคนก็ไม่เจอ บางคนก็เจอ แต่ก็ใช้เวลานาน อายุก็ปาเข้าไปใกล้ ๆ จะเกษียน หรือ เกษียนไปแล้วก็มี ทำให้ไม่มีแรงไปเที่ยวอีก

    อาชีพ ในฝัน ที่จะสร้างให้มีรายได้มาก ๆ และมีเวลามาก ๆ ในเวลาเดียวกันเพื่อจะได้ไปใช้ความสุขที่ตนต้องการ คืออะไร? หลาย ๆ คนคงจะตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่ประสบการณ์และความรู้ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าอาชีพใด ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการและระบบงานที่เข้ามารองรับ และคำตอบง่าย ๆ ที่หลาย ๆ คนเข้าใจ ก็คือ ความมานะ บากบั่น และความเพียรพยายาม อย่างถูกต้องและยุติธรรมในด้านการดำเนินการ นั่นก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่จริง ๆ แล้ว ที่สำคัญของความสำเร็จใด ๆ คือ ต้องสร้างคนที่อยู่กับองค์กรเราให้สำเร็จ ถ้าทุกคนในองค์กรสำเร็จ องค์กรเราก็จะสำเร็จไปด้วย ดังนั้น การทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จ ก็คือการสร้างระบบเพื่อรองรับกับความสำเร็จนั้น ๆ นั่นเอง และทำให้เป็นแบบอย่างที่ทุกคนสามารถนำไปดำเนินงานหรือปฏิบัติตามได้ เท่านี้ เราก็ให้ระบบทำงานให้เรา นี้คือหัวใจของการทำงานที่ประสบความสำเร็จอย่างง่าย ๆ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการใด สามารถพัฒนาระบบที่ประสบความสำเร็จได้ และมีระบบให้กับบุคคลในองค์ทำได้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เท่านี้ เจ้าของผู้ประกอบการนั้นก็สามารถสร้างรายได้ และมีเวลา เพราะว่ามีระบบรองรับและมีผู้ที่สำเร็จอยู่รอบ ๆ ตัว และทุกคนในองค์กรนั้น ๆ ก็ย่อมสำเร็จ หมายถึง มีเวลา และรายได้ ไปพร้อม ๆ กัน

    การสร้างระบบให้พัฒนาคนให้สำเร็จนั้น บางตำราก็คือการสร้างเครือข่ายทางการตลาด ที่ให้ทุกคนทำงานตามแบบอย่างที่มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน ที่สามารถปฏิบัติตามได้โดยง่าย และทำให้สำเร็จได้ไม่ยากนัก และสามารถจำลองระบบเพื่อการขยายออกไปได้ไม่จำกัดนั้นเอง ซึ่งการสร้างเครือข่ายทางการตลาดนั้น มีนิยามอยู่ 2 แนว คือ

    1.การตลาดแบบชั้นเดียว หรือ การตลาดทางตรง (Direct Marketing)

    คือการทำตลาดแบบตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน หรือเป็นแบบที่ธุรกิจส่วนมากดำเนินการอยู่ แต่อาจจะมีการจ่ายค่าตอบแทนจะอยู่ในรูปของเงินเดือน ค่าแรง หรือ ค่ากำเหน็ด หรือหลาย ๆ คนอาจจะเรียกว่า “ค่าคอมมิสชั่น”ก็ได้ และเป็นการจ่ายแบบโดยตรงจากองค์กรหรือบริษัทไปยัง พนักงาน หรือ ตัวแทน นั้น ๆ ซึ่งการดำเนินงาน ก็จะมีผู้บริหารและพนักงานมาเป็นผู้ประสานงานด้วย

    2. การตลาดแบบเครือข่าย (Network Marketing)

    คือการทำการตลาดแบบหลายชั้น ที่มีผู้ดำเนินการเป็นกลุ่ม ๆ หรือเป็นชั้น ๆ ตามลำดับลดหลั่นกันลงไป ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนจะอยู่ในรูปของ เงินเดือน ค่าแรง หรือ ค่ากำเหน็ด หรือ ค่าคอมมิสชั่นก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าจะมี “ค่าบริหารทีมงาน” เพิ่มเติมเข้าไป ที่จะจ่ายกันตามชั้น ๆ มากน้อยขึ้นอยู่กับระดับของชั้นที่สังกัดอยู่ และบางที่อาจจะมีการจ่ายค่าตอบแทนจากการสร้างทีมงานใหม่ด้วย หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ การจ่ายเงินค่าหาคนเข้ามาทำงานในระบบนั้นเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ

    2.1 แบบเครือข่ายไม่เกินสองชั้น (Two Level Marketing) คือมีการสร้างเครือข่ายออกเป็นชั้น ๆ แต่ไม่เกินสองชั้นนั่นเอง

    2.2 แบบเครือข่ายเกินสองชั้น หรือที่รู้จักในนามของ เครือข่ายหลายชั้น (Multi Level Marketing) คือการสร้างเครือข่ายออกเป็นหลาย ๆ ชั้น และให้แต่ละชั้นดูแลชั้นที่ต่ำกว่าไปเรื่อง ๆ

    ทั้งนี้การสร้างการทำงานทั้งแบบชั้นเดียว หรือ แบบเครือข่าย นั้น ในทุกตำแหน่งของการทำงาน ต้องมีการจำลองภาพของความสำเร็จขององค์กรนั้น ๆ ให้ได้ และต้องมีการถ่ายทอดความสำเร็จนั้น ๆ ไปยังบุคลต่าง ๆ ในองค์กรให้ปฏิบัติตามให้ได้และให้เกิดผลได้เร็วที่สุด ซึ่งการดึงคนเข้ามาในระบบขององค์กรนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น

    1. จากการประกาศรับสมัคร หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยตรงจากบริษัทหรือองค์กร ซึ่งเป็นการกระทำโดยตรงจากผู้ประกอบการ เจ้าของ หรือ พนักงานของบริษัท ที่ทำการประกาศผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าทางสื่อสิ่งพิมพ์ หรือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และรวมถึงการจัดทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ทำการขององค์กรหรือบริษัท
    2. จากการแนะนำของบุคคลในองค์กรหรือจากเครือข่าย เป็นการค้นหาบุคคลหรือบุคลากรจากการแนะนำ ชักชวน ของบุคคลในองค์กร หรือ จากเครือข่าย เข้ามาร่วมงาน และบอกต่อ ๆ กันไป ซึ่งอาจจะได้รับค่าตอบแทนจากการสรรหาด้วยหรือไม่ก็ได้
    3. จากการสร้างความสัมพันธ์นอกองค์กรหรือนอกเครือข่าย เป็นการสร้างการยอมรับ และการให้คำแนะนำในการบอกต่อ ๆ กันไปจากบุคลอื่น หรือ องค์อื่นๆ ที่เป็นพันธ์มิตรกัน หรือ รู้สึกชอบ หรือ อยากจะช่วยเหลือบุคคลอื่น ๆ ให้มาร่วมงานกับองค์กรที่ถูกแนะนำไป ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและระยะยาวอีกด้วย

    การสร้างระบบเพื่อเครือข่ายการตลาดที่สำเร็จ

    การพัฒนาเครือข่ายที่สำเร็จต้องมาจากระบบที่สำเร็จด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่าเป็นการพัฒนาพื้นฐานของการทำธุรกิจใด ๆ ที่ต้องการความสำเร็จ ต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธุรกิจที่ผู้ประกอบการนั้น ๆ กระทำอยู่ ซึ่งการสร้างระบบที่ดีนั้นสามารถกระทำได้ดังนี้

    1. การคิดค้นและทดลองทำจนประสบความสำเร็จ การที่จะทำธุรกิจใด ๆ ให้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการนั้น ๆ ต้องเป็นผู้ลงมือกระทำ เรียนรู้ และสร้างความสำเร็จด้วยตนเอง และทำความเข้าใจในธุรกิจอย่างถ่องแท้ และพัฒนาจนสามารถสร้างรายได้จากการประกอบกิจกรรนั้น ๆ ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่ว่าธุรกิจนั้น ๆ ว่าเป็นแบบใด ถ้าเป็นแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน หรือเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือ สิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเป็นจากการปรับปรุงจากที่มีมาอยู่เดิมแต่ทำให้ดีขึ้นก็ได้ ซึ่งต้องใช้การสังเกตและความสามารถในการประดิษฐ์ค่อนข้างมาก แต่ถ้าเป็นการรับธุรกิจจากที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมเข้ามาบริหารเอง อย่างนี้ก็ใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้น้อยลง เพราะมีแบบฉบับให้เห็นอยู่แล้ว

    2. การจำลองภาพความสำเร็จให้เป็นแบบมาตรฐาน เป็นขั้นถัดมา จะต้องมีการจัดทำความสำเร็จของธุรกิจให้มีมาตรฐาน จนสามารถที่จะทำได้ใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีการผิดพลาด หรือ ผิดพลาดน้อยที่สุด และจัดทำเป็นแบบฉบับให้สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ไม่ว่าจะกระทำโดยผู้ใด

    3. การถ่ายทอดความสำเร็จให้แก่ผู้ที่สืบทอด ซึ่งความสำเร็จนั้น ๆ ต้องสามารถถ่ายทอดไปให้แก่บุคคลอื่น ๆ ในองค์กรได้อย่างไม่จำกัด เพื่อความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจ และผู้ที่จะเข้ามารับการถ่ายทอดความสำเร็จนั้น ต้องเป็นผู้ที่ผู้ประกอบการคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ได้ หรือไม่ก็สามารถพัฒนาได้ แต่ที่สำคัญต้องไว้ใจ และสามารถความคุมได้ด้วย ซึ่งการถ่ายทอดความสำเร็จนั้น ๆ อาจจะทำได้โดยการ สอนงานโดยตรง สาธิตอธิบายทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือ ผสมผสานทั้งสองแบบ ให้แก่ผู้สืบทอดนั้น ๆ ต่อไป

    4. การพัฒนาความสำเร็จแบบยั่งยืน ซึ่งธรรมชาติของธุรกิจต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ทันสมัยต่อยุคและเหตุการณ์เสมอ ดังนั้นการสร้างความสำเร็จไม่ใช้เพียงแต่ทำได้สำเร็จแล้วจะคงอยู่ถาวรตลอดไป การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนับว่าเป็นการกระทำที่ต้องคิดอยู่เสมอ เนื่องจากว่าในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ สามารถทำให้การเลียนแบบ หรือ การทำซ้ำจากคู่แข่งขันนั้นสามารถทำได้โดยง่าย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อการปรับปรุงตลอดเวลา ซึ่งเป็นหลักในการสร้างความสำเร็จแบบยั่งยืน

    5. การวิเคราะห์และประเมินความสำเร็จ แน่นอนการประกอบกิจการงานใด ๆ ถ้าได้ทำไปแล้วต้องมีการวิเคราะห์และประเมินความสำเร็จนั้น ๆ ว่าได้กระทำไปได้มากน้อยเพียงใด ถ้าทำไม่สำเร็จ เพราะเหตุใด และสามารถทำให้ดีกว่าเดิมได้หรือไม่ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลไว้ในการพัฒนาสินค้าหรือบริการต่อไป

    ทางเลือกในยุคข้อมูลข่าวสาร

    การสร้างเครือข่ายทางการตลาดในปัจจุบันที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้มีการขยายระบบออกไปได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ต ที่สามารถสร้างธุรกิจขยายออกไปได้อย่างรวดเร็ว และไม่จำกัดทางด้านขอบเขตของพรมแดนประเทศและเวลา ทั้งนี้เพราะระบบอินเตอร์เน็ตมีการเชื่อมต่อกัน และมีผู้นิยมเข้ามาใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในโลกเสรีนิยม ที่มีการพัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างดีแล้ว ที่สำคัญระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ ได้มีการพัฒนาขีดความสามารถของการค้าออกไปได้ทั่วโลกด้วย ซึ่งต้นทุนต่อหน่วยของการทำธุรกิจไม่สูงนัก และสามารถเข้าถึงบุคคลต่าง ๆ ได้ทั่วโลก โดยที่ได้มีการประมาณผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกไว้มากกว่าสองร้อยห้าสิบล้านคน และมีมูลค่าทางการค้าสูงถึง 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยที่เดียว จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถจะสร้างธุรกิจเป็นเครือข่ายของตนออกไปได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่นิยมสร้างธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย และขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีต้นทุนการดำเนินงานที่ค่อนข้างน้อย และสะดวกในการจัดการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการติดต่อสื่อสารจะใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก และสามารถทำได้ตลอดเวลาและรวดเร็ว เช่น การรับส่งอีเมล์ สามารถส่งกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือ เสียน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านการโทรศัพท์ทางไกล โดยเฉพาะติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ

    กรณีศึกษา บริษัท ไอเอ็นจีประกันชีวิต จำกัด “หนึ่งในบริษัทไอเอ็นจีกรุ๊ป ที่เป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับ1 ของโลก ที่ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 2545 และ ปี 2546 จากรายได้และกำไร” ...อ่านภายในเอกสารต่อคะ

      ดาวน์โหลด : การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการบริหารเครือข่าย

    การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการผลิตและการดำเนินการ

    การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการผลิตและการดำเนินการ


    อาจารย์ชวลิต ทองรมย์



    การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการผลิตและการดำเนินการ

    ผู้ประกอบกิจการหลายท่านคิดว่า การทำธุรกิจนั้นจะให้ประสบความสำเร็จต้องกระทำอย่างครบวงจรตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบในการผลิต การเงิน การบรรจุภัณฑ์ การจัดส่ง และการขาย แต่ในความเป็นจริงในปัจจุบัน ความสำเร็จของธุรกิจใด ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล หรือ ธุรกิจเพียงธุรกิจเดียว จะต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หรือที่เรียกได้ง่าย ๆ ว่าเป็นพันธมิตรทางการค้ากันนั่นเอง ซึ่งการสร้างพันธมิตรทางการค้านั้นเปรียบเสมือนการมีหลาย ๆ คนที่มีความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การที่จะมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านได้นั้น ต้องอาศัยความอดทด มุมานะ และบากบั่นพากเพียรพอสมควร เพื่อที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งคำโบราณก็ได้กล่าวเปรยว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย หลายคนสบาย ดังนี้เป็นต้น และในปัจจุบัน การแข่งขันก็สูง และมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจค่อนข้างสูงมากด้วย ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการใดสามารถสร้างเครือข่ายทางด้านการตลาดได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ก็จะเป็นผู้สำเร็จในธุรกิจนั้น ๆ ได้ก่อน

    การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการดำเนินการ สามารถสร้างได้จาก 4 แนวทางดังนี้ คือจาก
    1. แหล่งที่ให้ข้อมูลข่าวสาร (Information Services)
    2. การจ้างองค์ภายนอก (Outsourcing)
    3. การสร้างพันธมิตรทางการค้า (Strategic Alliances)
    4. การทำธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchising)

    แหล่งที่ให้ข้อมูลข่าวสาร (Information Services)

    คือการจัดหาเครือข่ายทางด้านข้อมูลข่าวสารมาเพื่อใช้ประกอบการดำเนินธุรกิจ ในโลกปัจจุบันนับได้ว่าเป็นยุคของการสื่อสาร ใครสามารถมีข้อมูลข่าวสารเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ได้ดีกว่า ก็สามารถมีชัยเหนือคู่แข่งขันได้โดยง่าย เหมือนกับในนิยายสามก๊กที่รู้จักกันดีของซุนวู ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง กล่าวคือ ถ้าเราจะทำธุรกิจใด ๆ นั้น ถ้ามีการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังตั้งแต่ต้น การดำเนินการใด ๆ ก็จะรัดกุมและสามารถรู้ถึงสภาพการณ์ต่าง ๆ ก่อนล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี ดังนี้เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ นี้ ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปหาผู้ที่มีความชำนาญในด้านนี้เฉพาะด้าน เพื่อความรวดเร็ว และอาจจะลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้อย่างมากทีเดียว เช่น



  • สถาบันการศึกษา
    นับว่าเป็นแหล่งของข้อมูลที่มากและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยหรือไม่มีเลยก็เป็นได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ผู้ประกอบการสนใจอยากจะหา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปค้นคว้าในห้องสมุด หรือ การให้ทำวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญ บางทีอาจจะได้คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นที่ปรึกษาเลยก็เป็นได้ หรือ ไม่ก็อาจจะได้นักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมโครงการก็ไม่เลวทีเดียว เช่น ในสถาบันราชภัฏสวนดุสิต ที่มีการสร้างผลงานวิจัยทางการตลาดอย่างมากมาย หรือที่รู้จักกันเป็นยอย่างดีว่า สวนดุสิตโพล นับว่าเป็นแหล่งกลางที่สามารถให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ตามต้องการเป็นอย่างดี และมีนักศึกษากระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย ทำให้อาจจะมีข้อมูลในแนวลึกในแต่ละพื้นที่ หรือไม่ถ้าต้องการข้อมูลที่เป็นทางด้านเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็นับว่าเป็นแหล่งความรู้ทางด้านการเกษตรที่มีไม่น้อยเลยทีเดียว

  • สถานที่ราชการต่าง ๆ
    ปัจจุบันทางหน่วยงานราชการเกือบทุกกระทรวง พร้อมที่จะให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการในเรื่องต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการ เพียงแต่ต้องเข้าไปให้ถูกกับแหล่งของข้อมูลและเนื้อหาที่ต้องการ เช่น ถ้าต้องการหาข้อมูลเรื่องการส่งออก ก็อาจจะไปติดต่อที่กรมส่งเสริมการส่งออก หรือ ถ้าต้องการพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างในสถานประกอบการของตน ก็อาจจะไปปรึกษาได้ที่ กรมส่งเสริมและพัฒนาแรงงาน ที่กระทรวงแรงงงานเป็นต้น ซึ่งในหลาย ๆ หน่วยงานพร้อมที่จะให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยเหลือผู้ประกอบการให้หาช่องทางติดต่อที่ต้องการด้วย และอาจจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานนั้น ๆ เป็นผู้แนะนำอีกด้วย

  • ผู้รู้ในสถานที่อยู่อาศัยในท้องถิ่นตน
    นับว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่ง่ายและอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เพราะว่าเป็นสถานที่ผู้ประกอบการคุ้นเคย หรือได้ดำรงชีพอยู่เป็นประจำแล้ว เพียงแต่เข้าไปศึกษาหรือสอบถามจากผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ หรือ ชาวบ้านที่ดำรงชีพมาตั้งแต่บรรพบุรุษมาแล้ว และข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นความรู้ในท้องถิ่นนั้น ๆ เอง เช่น การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ต่าง ๆ หรือแม้กระทั้งการผลิตสิ่งของต่างๆ ที่เรารู้จักกันในนามว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านนั่นเอง เพียงแต่เรานำข้อมูลที่ได้นั้น มาประกอบกับวิทยาการสมัยใหม่ ผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ของเราเองเป็นต้น

  • อินเตอร์เน็ต
    จากที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โลกของเรานั้นถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยระบบสารสนเทศ และที่สำคัญระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการได้โดยง่าย และรวดเร็ว แต่จะต้องมีความรู้ในด้านการใช้คอมพิวเตอร์และหลักการค้นหาข้อมูล เพราะว่าผู้ที่จะใช้ระบบอินเตอร์เน็ตนั้นต้องมีพื้นฐานคอมพิวเตอร์บ้างพอควร และที่สำคัญต้องรู้จักว่าเข้าไปค้นหาจากที่ใด เนื่องจากว่าปัจจุบันมีผู้ที่ให้บริการการทางด้านอินเตอร์เน็ตมากมาย และมีผู้ที่ให้ข้อมูลมากมากมหาศาล จนบางครั้งได้ข้อมูลมามากจนเกินความจำเป็น หรือไม่ก็เสียเวลาอย่างมากในการเข้าไปค้นหาและคัดเลือกข้อมูล แต่อินเตอร์เน็ตนับวันจะเป็นแหล่งของข้อมูลที่สำคัญในเรื่องของการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นทุกว่า เนื่องจากว่ามีผู้ใช้ทั้งทางด้านธุรกิจและส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก

    การจ้างองค์กรภายนอก (Outsourcing)

    ในที่นี้จะหมายถึงผู้ที่จะมาช่วยผู้ประกอบการให้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่ถนัด หรือ ต้องใช้เวลา และงบประมาณมากถ้าจะทำเอง ซึ่งบางครั้งการที่ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาจัดทำให้ จะทำได้รวดเร็วและถูกต้องมากกว่าที่ทำเองเสียด้วย และยังได้เป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีด้วยถ้าหาผู้ประกอบการได้ใช้องค์กรภายนอกที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในธุรกิจ และสามารถที่จะใช้ประโยชน์ในการสานต่อธุรกิจได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาไปมุ่งเน้นยังด้านการขายและการดำเนินธุรกิจหลักของตนเองให้มากขึ้นอีกด้วย การใช้องค์กรภายนอกในการสร้างธุรกิจที่สำคัญ ๆ ส่วนใหญ่มีดังต่อไปนี้

    1. ทางด้านการเงิน โดยเฉพาะด้านการบัญชีและตรวจสอบ สำหรับผู้ประกอบการบางรายยังไม่พร้อมที่จะมีฝ่ายบัญชีในธุรกิจของตน อาจจะไปจ้างผู้ประกอบการทางด้านบัญชี ให้เข้ามาดำเนินงานด้านการบัญชี การลงงบดุล หรือแม้นกระทั่งการบริหารลูกหนี้และเจ้าหนี้ต่าง ๆ ด้วยก็ได้

    2. ทางด้านเทคนิค โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์และโปรแกรมการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้บริการที่ทำตัวเป็น SI (System Integrator) เป็นจำนวนมาก SI นี้จะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านการตั้งแต่การจัดทำระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่าย จนถึงการสร้างโปรแกรมที่เหมาะสมกับธุรกิจของผู้ประกอบการนั้น ๆ อีกด้วย บางรายอาจจะมีระบบ การค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้คำแนะนำอยู่ด้วย ถ้าผู้ประกอบการสนใจที่จะเปิดการค้าผ่านสื่อนี้ ก็จะสะดวกและรวดเร็วทีเดียว

    3. ทางด้านจัดส่งและเก็บรักษา โดยปกติแล้วการจัดส่งและการบริหารสินค้าคงคลังนี้ ผู้ประกอบการส่วนมากจะนิยมใช้ธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดส่งมาเป็นผู้ที่ช่วยเหลือ เพราะว่าจะไปลงทุนเองในด้านนี้ก็จะสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลาอยู่มาก ไม่ว่าจะต้องมีรถรับส่งเอง ต้องจ้างพนักงานขับรถอีก รวมถึงต้องไปหาเช่าสถานที่หรือโกดังเก็บอีก ดังนั้น จะเป็นการสะดวกกว่าที่จะใช้บริการจากผู้ให้บริการทางด้านนี้ ซึ่งในปัจจุบันก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นและมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นที่ไปรษณีย์ หรือ จะใช้บริการจากต่างประเทศก็มี เช่น UPS, Federal Express เป็นต้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะให้บริการการได้อย่างรวดเร็วและราคายุติธรรม และสามารถส่งไปได้ทั่วโลกตามเวลาที่กำหนดอีกด้วย

    4. ทางด้านการบรรจุภัณฑ์และหีบห่อ การตลาดในยุคปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกมาก และที่สำคัญผู้บริโภคนิยมที่จะเลือกซื้อหาสินค้าหรือบริการที่มีน่าตาที่สวยสะดุดตา หรือไม่ก็มีฉลากบรรจุภัณฑ์ที่สวยเก๋เรียบร้อย และดูทันสมัย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการที่จะใช้เครื่องจักรในการบรรจุภัณฑ์และหีบห่อนั้น มีราคาสูง และต้องผลิตทีละจำนวนมาก ๆ ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการรายใดยังเป็นผู้เริ่มต้น ก็อาจจะไม่สามารถลงทุนในเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ทางเลือกที่นิยมก็จะไปจ้างให้ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนด้านการบรรจุภัณฑ์เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาในเรื่องนี้ นอกจากจะได้ของดีราคาถูกแล้วบางทียังอาจจะได้คำปรึกษาที่เหมาะสมโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด หรือ ออกทำการสำรวจด้วยตัวเองอีกด้วย เนื่องจากว่าบริษัทที่ทำธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ย่อมมีตัวอย่างจากที่อื่น ๆ และมีข้อมูลด้านการตลาดของลูกค้ารายอื่น ๆ อยู่แล้วเป็นต้น จึงเป็นการง่ายต่อการที่จะเข้าไปขอคำปรึกษาหรือดูตัวอย่าง

    5. ทางด้านที่ปรึกษาธุรกิจทั่วไป บางครั้งผู้ประกอบการต้องการคำปรึกษาหารือ ในด้านต่างๆ เฉพาะด้าน เช่น งานทางด้านบุคคล ไม่สามารถหาบุคคลที่เหมาะสมกับงานที่กำลังขยายตัวไปอย่างรวดเร็วได้ ก็ไปรับคำปรึกษาด้านการหาบุคคลที่เหมาะสมกับธุรกิจเรามาช่วยงาน จากบริษัทจัดหางาน เป็นต้น หรือ ไม่ก็ เป็นบริษัทที่รับจ้างทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ช่วยธุรกิจในการทำงานด้านประสานกับสื่อมวลชนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้นกระทั่งจัดทำใบปลิวต่าง ๆ ซึ่งงานแบบนี้ต้องใช้ผู้ที่ชำนาญพิเศษทางการผลิตสื่อและออกแบบโฆษณา หรือแม้นกระทั้งธุรกิจที่ให้การรับประกันสินค้าหรือบริการในระหว่างการขนส่ง หรือ รับประกันสินค้าชำรุด และอาจจะรวมไปถึงการประกันตัวบริษัท ทั้งวินาศภัย หรือ ทรัพย์สิ้นและชีวิตของผู้ประกอบการเองด้วยเป็นต้น ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ เป็นการจัดสร้างเครือข่ายทางการตลาดเพื่อช่วยการในการบริหารและการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการให้ราบรื่น และรวดเร็ว ซื้อผู้ประกอบการอาจจะใช้ความสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อเป็นการขยายช่องทางธุรกิจได้ต่อไปในอนาคต

    การสร้างพันธมิตรทางการค้า (Strategic Alliances)

    เป็นรูปแบบหนึ่งในด้านการตลาดที่เป็นนิยมอย่างมากในการทำธุรกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา
    เพราะว่าจะได้อาศัยความชำนาญของธุรกิจเฉพาะด้านที่มีอยู่ของแต่ละสาขาธุรกิจเข้ามารวมกัน เพื่อขยายเครือข่ายออกไปให้ได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น ปัจจัยที่ทำให้ต้องสร้างพันธมิตรทางการค้า เพราะ

    • การมีสินค้าที่เหมือนกัน ในบางกรณี คู่แข่งขันก็เปลี่ยนมาเป็นคู่ค้าได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากว่า บางกรณีที่ธุรกิจเราผลิตของไม่ทัน หรือ หาสินค้าไม่ทัน ผู้ประกอบการก็อาจจะไปจ้างผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าเหมือนของตนมา และเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ สินค้าประเภทที่นิยมก็จะเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกันได้ และเหมือนกัน อาจจะเป็นสินค้าประเภทเกษตรกรรม เช่น กุ้งแช่แข็ง ปลาสด เป็นต้น หรือประเภทอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น พลาสติกอัดเม็ด สังกะสี น้ำมัน เหล็ก เป็นต้น

    • การมีสินค้าต่อเนื่องกัน เป็นสินค้าที่ต้องใช้ต่อเนื่องกันได้ ซึ่งตัวสินค้าของมันเองสามารถใช้ได้โดยอิสระ เช่น กระเป๋าหนัง กับ ยาขัดรักษาหนัง หรือ รองเท้า กับน้ำยาขัดรองเท้า หรือ คอมพิวเตอร์กับเครื่องพิมพ์ (Printer) ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่สามารถขายร่วมกันได้ หรือที่เรียกว่า cross selling นั้นเอง ปัจจุบันก็เป็นที่นิยมในการขาย เพราะจะเป็นการเพิ่มยอดขายของสินค้าของเราเองด้วยแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มความสะดวกในการตัดสินใจให้แก่ลูกค้าด้วยเช่นกัน

    • การมีสินค้าที่ต้องใช้ร่วมกัน เป็นสินค้าที่จะต้องใช้ประกอบกันถึงจะสมบูรณ์ โดยที่ตัวสินค้าของมันเองไม่สามารถใช้ได้ด้วยตัวเอง ต้องใช้ร่วมกันถึงจะสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น น้ำอัดลม กับ น้ำแข็ง และกับแก้วน้ำ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่กับถ่านแบตเตอร์รี่ หรือไม่ก็ แปรงสีฟัน กับ ยาสีฟัน ซึ่งบางครั้งการขายสินค้าก็ต้องขายควบคู่กันไปด้วยถึงจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า

    การทำธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchising)

    การทำธุรกิจสมัยใหม่ที่ต้องการความสำเร็จแบบที่ค่อนข้างจะแน่นอน รวดเร็ว และเป็นที่ยอมรับของตลาดได้ในเวลาอันสั้น เพราะว่าเป็นธุรกิจที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด และพร้อมที่จะถ่ายทอดความสำเร็จรวมถึงการดำเนินงานต่าง ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการจะทำธุรกิจ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ และมีกลุ่มลูกค้าแล้ว พร้อมที่จะปฏิบัติงานได้ทันที แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านด้วยคือ

    • เงินทุน บางธุรกิจแฟรน์ไชส์ ต้องมีการเสียค่าดำเนินงาน ค่าโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ และค่าบริการจัดส่งวัตถุดิบต่าง ๆ บางครั้งก็มีข้อกำหนดทางด้าน เงินสำรอง การตกแต่งสถานที่ อีกด้วย ซื้อต้องมีเงินทุนสำรองที่ค่อนข้างสูง

    • การขยายตัวหรือเปลี่ยนแปลง การดำเนินงานในธุรกิจแฟรน์ไชส์บางครั้งไม่สามารถพัฒนารูปแบบตามที่ผู้ประกอบการที่เข้าไปรับช่วงมาได้ กล่าวคือต้องทำตามแบบแผน ห้ามเปลี่ยนแปลง หรือ ห้ามมีสินค้าอย่างอื่นเข้ามาปนขายอยู่ภายในร้าน ทำให้ไม่สะดวกต่อการขยับขยาย หรือการคิดสิ่งอะไรใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาเสริมในร้านได้ เพราะว่าระบบแฟรน์ไชส์ส่วนใหญ่มีการวางระบบต่าง ๆ ไว้พร้อมอยู่แล้ว และต้องการให้เหมือน ๆ กันในทุก ๆ ร้าน ในทุกที่

    • ภาพพจน์ แฟรน์ไชส์บางแบบก็ต้องการมีภาพพจน์ที่ดี เป็นมาตรฐานสูง และเป็นที่นำยมในตลาดอย่างสูง ทำให้ต้องคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามารับทำแฟรนไชส์ ด้วย ว่ามีประวัติไม่ดีมาก่อนหรือไม่ หรือมีคุณวุฒิความสามารถในการบริหารงานให้ธุรกิจให้เจริญรุ่งเรื่องต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากว่าถ้ามีการผิดพลาดไปในสาขาใดในธุรกิจแฟรนไชส์ที่ใดที่ต้องมีการปิดสาขาไป อาจจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของธุรกิจแฟรน์ไชส์ทั้งหมดก็ได้ ทำให้ต้องมีการควบคุมทุกระบบและทุกขั้นตอน ทำให้ผู้ประกอบการบางรายรู้สึกอึดอัดและไม่มีความอิสระเป็นตัวของตัวเองก็เป็นไปได้

    กรณีศึกษา

    Spirit Enterprise


    Spirit Enterprise คือบริษัทที่ผู้ค้าปลีกไอทีกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันจัดตั้งขึ้น โดยที่ก่อนหน้านี้ผู้ก่อตั้งบริษัทจำนวนทั้งสิ้น 15 ท่าน ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทคอมพิวเตอร์ในจังหวัดต่างๆ 10 จังหวัด ได้มีการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการสร้างองค์กรกลาง ที่จะเป็นเสมือนศูนย์รวมของการพัฒนาตราสินค้า พัฒนาคุณภาพของสินค้าและทำการตลาด จากนั้น...อ่านภายในเอกสารต่อคะ 

  •   ดาวน์โหลด : การสร้างเครือข่ายทางการตลาดด้านการผลิตและการดำเนินการ
  • ปัจจัยต่างๆในการการสร้างแบรนด์ ของ SMEs

    ปัจจัยต่างๆในการการสร้างแบรนด์ ของ SMEs


    อาจารย์รุ่งศักดิ์ ศิวาชัญ



    ปัจจัยต่างๆในการการสร้างแบรนด์ ของ SMEs

    ปัจจัยต่างๆในการการสร้างแบรนด์ ของ SMEs
    1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและแคบลง (Consumer Segmentation)
    2. การพัฒนาสินค้า (Product Development)
    3. การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (Advertising and Public Relation)
    4. การบริการลูกค้า หรือ ลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relation)



  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและแคบลง (Consumer Segmentation) การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและแคบลงเป็นสิ่งสำคัญมากๆโอกาสของแบรนด์ SMEs ในการต่อสู้ในตลาด MASS ย่อมเป็นไปได้ยาก และยังต้อง ใช้งบประมาณอย่างมหาศาล

  • ในการต่อสู้กับเจ้าตลาดยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่แล้วทางออกที่ดีในการสร้าง Brand SME คือ ควรจะต้องเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แคบลงของสินค้าในตลาดนั้นๆ เช่น สบู่สำหรับนักกีฬา น้ำหอมสำหรับวัยรุ่นชาย นมสำหรับคุณแม่ที่มีครรภ์ ยาสีฟันสมุนไพรรักษาโรคเหงือก ฯลฯ จะเห็นได้ว่าการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) ทำให้ใช้งบประมาณในการทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ น้อยลงตรงเป้าหมาย หลีกหนีจากคู่แข่งรายใหญ่อื่นๆในตลาด นอกจานั้นยังสามารถบริหารการใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่



  • การพัฒนาสินค้า (Product Development) เนื่องจากตลาดในยุคหลังปี 2000 นี้ สินค้ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมีการแข่งขันสูง ที่สำคัญ สินค้ามีวงจรชีวิตสั้นลง จะเห็นได้จาก โทรศัพท์มือถือจะต้องมีรุ่นใหม่ๆออกมาทุกๆ 3 เดือน มีการแข่งขันทางเทคโนโลยีอย่างสูง เมื่อแบรนด์ ก เริ่มมีจอสี แบรนด์อื่นๆก็ออกตามกันมา ในไม่ช้า ต่อมา มือถือต้องถ่ายรูปได้ ทุกแบรนด์ก็ต้องพัฒนา ให้ถ่ายรูปได้เหมือนกัน ฉะนั้น หากคู่แข่งพัฒนาศักยภาพอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เรายืนอยู่กับที่ ทุกๆก้าวที่คู่แข่งเดินก้าวไปข้างหน้า ก็เปรียบเหมือน เรากำลังก้าวถอยหลัง

  • การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (Advertising and Public Relation) เมื่อกำหนดภาพลักษณ์ของสินค้าได้แล้ว การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์จะเป็นเครื่องมือ ที่จะช่วยสร้าง รักษา หรือเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตราสินค้า โฆษณาที่ดี นอกจากจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าแล้ว จะต้องทำให้ Brand สามารถถูกจดจำได้ง่าย และท้ายที่สุดนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา การสร้างแผนงานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่ดีจะต้องวางแผนแบบองค์รวม (Total Branding) ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องออกมาภายใต้รูปแบบ ความคิดรวบยอด (Concept) ของ ภาพลักษณ์ของ Brand เรา ในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ทั้ง TV, Radio, Print ads, Outdoor, internet, PR , Retail Store และ Packaging ต่างๆ เพื่อที่จะตอกย้ำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและง่ายที่จะจดจำในใจ ของผู้บริโภค

  • การบริการลูกค้า หรือ ลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relation ) การบริการลูกค้าเป็นหัวใจที่สำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในธุรกิจยุคปัจจุบันที่ลูกค้าเป็นใหญ่ ผู้ที่เป็นพนักงานติดต่อลูกค้าและให้บริการจะสามารถสร้างความประทับใจ หรือผิดหวังในใจของผู้บริโภคได้ง่ายและเร็วที่สุด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การแต่งกาย ทัศนคติ และความรู้ในผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการใส่ใจและให้ความสำคัญกับลูกค้า สิ่งทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว จะแสดงออกถึง ภาพลักษณ์โดยรวมของBrand นั้นๆ SMEs ที่มีสินค้าที่ดี หากสามารถอบรมพนักงานขายให้มีกริยามารยาทที่ดี แต่งกายสุภาพ ตลอดจนมีการพัฒนาสินค้าที่ได้มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้จะรวมอยู่ในภาพพจน์ที่อยู่ในใจของลูกค้าที่มีต่อ Brand ด้วยเช่นกัน ปัจจัยหลักที่กล่าวมาทั้งหมดมีส่วนสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ของตราสินค้าและบริการการสร้าง Brand ให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ บวกประสบการณ์ ในประเภทของตลาดนั้นๆ แต่หลักการและกลยุทธ์สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างกว้างขวาง

    ท้ายที่สุดนี้ คือ อยากให้เข้าใจว่าการสร้างBrandขึ้นมาใหม่ในตลาดเปรียบเหมือนกับการปลูกต้นไม้ ต้องใช้เวลา ต้องการการดูแลรักษา ทำนุบำรุง อย่างสม่ำเสมอ และที่สุด หากต้นไม้แห่งตราสินค้านี้ ผ่านฤดูกาลแห่งการเติบโต และได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ผมเชื่อเหลือเกินว่า ในที่สุดมันจะผลิดอกออกผลเบ่งบาน งดงาม อยู่ในใจของผู้บริโภค และ เจ้าของตราสินค้านั้นๆ

    กรณีศึกษา

    ไวตามิ้ลค์ ให้โปรตีน...อิ่มสบายท้อง


    กว่า 4 ทศวรรษที่ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง ภายใต้ Brand ไวตามิ้ลค์ ยังคงยึดครองตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จึงเป็นสิ่งที่น่าครุ่นคิดว่าองค์ประกอบใดที่ทำให้ Brand ดังกล่าวมีความแข็งแกร่งอยู่ได้ถึงเพียงนี้
    ไวตามิ้ลค์ คือกำเนิดไล่หลังน้ำส้มกรีนสปอตเพียง 4 ปี โดย ชิน โสภณพนิช ธนราชันย์
    ผู้ก่อตั้งแบงก์กรุงเทพ และเคเค หลิน นักธุรกิจชาวฮ่องกง ได้ร่วมทุนกันก่อตั้ง บริษัท กรีนสปอต (ประเทศไทย) จำกัด พ.ศ.2497 ทว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องดื่ม Brand แรกของบริษัทกรีนสปอต กลับกลายเป็นน้ำส้มกรีนสปอตนั่นเอง กระทั่งปี 2501 ผู้ร่วมทุนชาวฮ่องกงเล็งเห็นว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพน่าจะมีโอกาสเติบโตได้ในดินแดนสยาม จึงริเริ่มผลิตนมถั่วเหลืองชนิดขวดเป็นรายแรกของไทย สิ่งที่ติดตามมาและมีความน่าสนใจก็คือ การตั้งชื่อ Brand ว่า ไวตามิ้ลค์ (ViTAMILK) ซึ่งเป็นคำผสมระหว่าง VITAMIN กับ MILK ซึ่งนับเป็นความชาญฉลาดที่สามารถประยุกต์คำให้มีความหมายที่ดี และจดจำง่าย...อ่านภายในเอกสารต่อคะ 

  •   ดาวน์โหลด : ปัจจัยต่างๆในการการสร้างแบรนด์ ของ SMEs